TOP

ลิงค์วัดต่างๆ
วัดท่าการ้อง
วัดประดู่ทรงธรรม
โทรทัศน์
ช่อง 3 ช่อง 5
ช่อง 7 ช่อง 9
ช่อง 11 ช่อง ITV
UBC Nation
โทรศัพท์
GSM 1-2-Call
DTAC Dprompt
Orange Hutch
True TOT
ส่งข้อความ
MobileQ 152
GSM DTAC
ข่าว/หนังสือพิมพ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
กระแสหุ้น
ข่าวสด
คม ชัด ลึก
ฐานเศรษฐกิจ
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
ไทยรัฐ
แนวหน้า
บ้านเมือง
ประชาชาติธุรกิจ
ผู้จัดการ
มติชน
สยามกีฬา
สยามธุรกิจ
สยามรัฐ
Bangkok Post
INN



 


ประวัติวัดประดู่ทรงธรรม

ู่
วัดประดู่ทรงธรรม เดิมชื่อวัดประดู่หรือวัดประดู่โรงธรรม

 เป็นวัดเก่าแก่อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง เอกสาร
ทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้  คือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา(เล่ม2 พ.ศ. 2516) ออกนามวัดประดู่โรง
ธรรม เป็นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าทรงธรรม   ราวพ.ศ. 2163 โดยเท้าความถึงสมัยที่พวกญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายที่กรุงศรี
อยุธยา และเกิดมีเรื่องพิพาทกับข้าราชการของไทย จึงคบคิดกันจะปรงพระชนม์พระเจ้าทรงธรรมเพื่อ. คอยจะกุมเอา
พระเจ้าอยู่หัว อันเสด็จออกมาฟังพระสงฆ์บอกหนังสือ    ณ พระที่นั่งจอมทองสามหลัง ขณะนั้นพอพระสงฆ์วัดประดู่โรง
ธรรม เข้ามาแปดรูปพาเอาพระองค์เสด็จออกมาต่อหน้าญี่ปุ่น     ทำให้พวกญี่ปุ่นเกิดทุ่มเถียงกันโกลาหล และพระเจ้าทรงธรรมก็ทรงรอดพระชนม์มาได้    เพราะพระสงฆ์จากวัดประดู่โรงธรรมแปดรูปนี้เอง ภายหลังจึงทรงพระกรุณาให้ถวายจังหันพระสงฆ์วัดประดู่มาตลอด

  ต่อมาในปี พ.ศ. 2301 ชื่อวัดประดู่โรงธรรมมาปรากฎอีกครั้งในพระราชพงศาวดารฉบับเดียวกัน คราวสมเด็จพระ
บรมราชาธิราชที่4 หรือเจ้าฟ้า อุทุมพร(ขุนหลวงหาวัด) ทรงสละราชสมบัติให้พระเชษฐา คือเจ้าฟ้าเอกทัศน์หรือสมเด็จ
พระที่นั่งสุริยามรินทร์แล้วทรงออกผนวชถึง ณ วันเดือน 8 ข้างขึ้น ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย ป็นขบวน
พยุห ยาตรา แห่ออกไปทรงผนวช ณ วัดเดิม แล้วเสด็จมาอยู่ ณ วัดประดู่ ในปี พ.ศ. 2309 พม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรี
อยุธยา เสนาบดีได้ทูลขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพร ลาผนวช แต่พระองค์ไม่ทรงยอม ได้แต่รับสั่งว่าศึกภายนอกไม่ยุ่งยาก
สำคัญ อยู่ที่ศึกภายใน  (คือเกรงว่าพระเชษฐาจะทรงระแวงพระทัยจะทำให้คนไทยรบกันเอง) ฝ่ายเสนาบดีก็จนใจ จึงกราบทูลเชิญเสด็จจากวัดประดู่โรง ธรรมไปประทับ ณ วัดธรรมิกราช จนกระทั่งเสียกรุงแก่พม่าข้าศึกในวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ พ.ศ.2310

เดิมนั้น วัดประดู่อยู่ติดกับวัดโรงธรรม โดยวัดประดู่อยู่ทางทิศเหนือ และวัดโรงธรรมอยู่ทางทิศใต้ ต่อมามีการรวม
พระ อารามทั้ง 2 แห่งเข้าด้วย กัน เป็นวัดประดู่โรงธรรม แล้วมาสมัยรัชกาลที่ 5   จึงเปลี่ยนเป็นวัดประดู่ทรงธรรม
เข้าใจว่าจะอาศัยเหตุที่พระสงฆ์ของพระอารามแห่งนี้ เคยได้ รับอุปฐากจากสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมด้วยเหตุการณ์
ที่กล่าวข้างต้นชื่อนี้ได้ใช้สืบมาจนทุกวันนี้ และจากหลักฐานทางพระราชพงศาวดารดังกล่าวสามารถคำนวณอายุวัด
ได ้ไม่ ต่ำกว่า 380 ปีแล้ว ปัจจุบันวัดประดู่ทรงธรรม มีศาสนสถานเกิดขึ้นมากมายหลักฐานเก่าแก่ทางโบราณคดี ดูเหมือนจะมีเพียงตัววิหารที่อยู่ทางทิศตะวันออกของโบสถ์ เท่านั้น คือมีจารึกเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฝังไว้กับผนัง
ด้านหน้าภายใน ระบุปีที่มีการสร้าง(ในตัวจารึกใช้ว่า ” ทราง ” )พ.ศ. 2405 และชื่อของผู้ร่วมสร้าง นอกจากนี้ที่ผนัง
ภายในทั้ง 4 ด้านของวิหาร ยังมีภาพจิตรกรรมแสดงเรื่องราวทางทศชาติชาดกพุทธประวัติอีกด้วย ภาพเด่นคือขบวน
เสด็จที่ผนังเหนือหน้าต่างทั้งซ้ายขวา

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
(คลังภาพวัดประดู่)

จิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดประดู่ทรงธรรมนั้น มีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจกว่า จิตรกรรมแห่งอื่นๆแม้เนื้อหาหลัก
จะแสดงเรื่องราวพุทธปประวัติ ทศชาติชาดกและไตรภูมิ เหมือนจิตรกรรมทั่วๆไปก็ตามแต่จุดสนใจที่จิตรกรรมแห่ง
อื่น ไม่มีหรือมีน้อยกว่าอยู่ที่การแสดงริ้วกระบวนทางสถล มารคอย่างเต็มที่ ยาวเหยียดตลอดผนังแปทั้งซ้ายขวา นอก
จากนี้ผนังด้านหน้าพระประธาน ยังแสดงภาพการละเล่นต่างๆ ของคนไทยยุคก่อนๆ ไว้อย่างน่าดูชม โดยมีการลำดับ
เรื่องราวดังนี้.-

•  ผนังด้านหน้า หน้าพระประธาน(ผนังด้านทิศตะวันออก)
ผนังเหนือประตู มีภาพพุทธปปประวัติตอนถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระมีพระเมรุมาศเป็นจุดเด่นของภาพทั้งผนัง ตอนล่างมีภาพมหรสพสมโภช
มากมาย เช่น โขน งิ้ว ไม้สูง ไต่ลวดฯลฯ ส่วนผนังระหว่างประตู เป็นภาพพุทธประวัติตอนก่อนตรัสรู้ ด้านซ้ายนางสุชาดา ถวายข้าวมธุปายาสแด่
พระโพธิสัตว์ และด้านขวา นายโสตถิยะ ถวายฟ่อนหญ้า

•  ผนังด้านหลังพระประธาน (ผนังด้านทิศตะวันตก)
ผนังเหนือประตู เป็นเรื่องไตรภูมิ มีรูปเขาพระสุเมรุ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และหมู่พระวิมาน ส่วนผนังระหว่างประตู สภาพปัจจุบันกะเทาะเลือน
ไปเจียนจะหมดผนังแล้ว มีเพียงกลุ่มภาพมุมบนขวาเท่านั้นที่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นภาพนรกภูมิ เข้าใจว่าเขียนโดยรวมเอาเรื่องราวทางไตรภูมิและเนมีราช เข้ามาไว้ด้วยกัน

•  ผนังแปด้านซ้ายพระประธาน (ผนังด้านทิศเหนือ)
เป็นภาพเทพชุมนุม นั่งหันหน้าเข้าหาพระประธาน พนมมือถือดอกไม้ ระหว่างองค์คั่นด้วยพัดยศ นอกจากเทพแล้ว ยังมียักษ์และครุฑด้วย และมีกระบวนช้าง มีทหารไทยและต่างชาติ เดินสวนทางกัน

•  ผนังแปด้านขวาพระประธาน (ผนังด้านทิศใต้)
เป็นภาพเทพชุมนุม หันหน้าเข้าหาพระประธาน รายละเอียดอื่นๆเหมือนผนังด้านทิศเหนือ

พระประธานในวิหารวัดประดู่ทรงธรรม
เป็นปางสมาธิ ขัดราบ ทั้ง 3 องค์ ประดิษฐานบนฐานชุกชี ซึ่งมีลายปูนปั้นงดงามมาก กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนวิหารวัดประดู่ทรงธรรมเป็นโบราณ
สถานแล้ว ครั้งหลังสุด ได้ทำการบูรณะและปรับปรุง สภาพแวดล้อม เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2543 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2,700,000 บาท จากผลของสงครามปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งผลให้วัดประดู่เป็นวัดร้างไประยะหนึ่ง จนกระทั่งหลวงพ่อรอดเสือ ได้มาปฎิสัง
ขรณ์ไห้มีสภาพเป็นวัดและมีพระสงฆ์จำพรรษาเจริญมาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน

ในอดีตวัดประดู่ทรงธรรม เป็นวัดที่เป็นแหล่งศิลปศาสตร์หลายแขนง อาทิ เช่น

วิชาพุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีวิชาความรู้รอบตัวต่างๆซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้.-
1. สูติศาสตร์ ตำราฟังเสียงสัตว์ร้อง เป็นต้น
2. สัมมติศาสตร์ ตำรารู้กำเนิดเกิดเขาและไม่รู้ว่าชื่อนั้นๆมีสรรพคุณและโทษอย่างไรใช้ทำยาได้อย่างไร
3. สังขยาศาสตร์ ตำรารู้จักการคำนวณเลข
4. โยคศาสตร์ ตำรารู้จักการเป็นช่าง
5. นิติศาสตร์ ตำรารู้ที่จะเป็นครู สอนแบบแผนราขการประเพณี
6. วิเสริกศาสตร์ ตำรารู้เลี้ยงฝูงชนให้จำเริญศิริมงคล
7. คณิตศาสตร์ ตำรารู้นักขัตฤกษ์และตำรากาลต่างๆ
8. คันธัพพศาสตร์ ตำรารู้จักลำนำเพลิงขับ
9. ติกิจฉศาสตร์ ตำรารู้คัมภีร์แพทย์
10. อนุท์เพธศาสตร์ ตำรารู้ศิลปศาสตร์
11. ปุราณศาสตร์ ตำรารู้จักที่บ้านเก่า เมืองเก่า ตำบลเก่า
12. อิติหาสศาสตร์ ตำรารู้จักที่มีมงคลบริโภคอาหาร
13. โชติศาสตร์ ตำรารู้จักคัมภีร์พยากรณ์
14. มายาศาสตร์ ตำรารู้เล่ห์กล
15. เหตุศาสตร์ ตำรารู้เหตุผลจะบังเกิดการณ์ต่างๆ
16. วันทุฎศาสตร์ ตำรารู้เลี้ยงโค กระบือ ปศุสัตว์ รู้จักหว่านพืช
17. ยุทธศาสตร์ ตำรารู้จักคัมภีร์พิชัยสงคราม
18. ปาสัณฑ์ศาสตร์ ตำรารู้คัมภีร์โลกวิหาร
19. ฉันทศาสตร์ ตำรารู้คัมภีร์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
20. พุทธวัจนะ ตำรารู้คัมภีร์พุทธศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีตำราต่างๆ เช่นตำราตีเหล็กของหลวงปู่เลื่อง(จ้าอาวาสองค์ที่4) ความดังนี้ เหล็กยอดพระเจดีย์ศรีมหาธาตุ ยอดปราสาททวรามาผสม เหล็กกันผีพรายตายท้องกลม เหล็กตรึงป้อมรบสลักเพชร หอกสัมฤทธิ์กริชทองแดงพระแสงหัก เหล็กปะฎักสลักประตูเห็ด เหล็กเบญจพรรณกัลเม็ดสิ้นเสร็จ เหล็กบ้านทุกสิ่งแท้ เหล็กไหลเหล็ก หล่อบ่อพระแสงเหล็กกำแพงน้ำพี้และเหล็กแร่ ทองคำสัมฤทธิ์นาคอัดแจ เงินแท้ธาตุเหล็กทองแดงมาผสมจมลุมสุมเป็นแท่ง เผาไฟแดงตีแย่แช่ยาผง ครบ 3 วัน จึงขัดเหล็กให้เล็กลงเอาแต่คงพองามตามตำรา(เหล็กกำแพงนั้นบ่อมีที่กำแพงเพชร เหล็กน้ำพี้มีที่อุตรดิษถ์ ทองแดงมีที่จันทึก) ด้ามยาวเก้ากำของผู้ใข้โดยนับ ดังนี้ 1. ชนะชัย 2. ภัยนิรันดร์ 3. พ้นวินาศ 4. ราชทัณฑ์ 5. สุวรรณลาภ 6.ปราบพระนคร 7. จรวิชะสิทธิ์ 8. ฤทธิเดช 9. เศวตฉัตร ส่วนยาผงที่ใช้แช่ลงคาถาลงยันต์ว่าอย่างไร เป็นรูปใด ชุบได้เมื่อใด พิธีทำอย่างไรนั้นยังมีอีก ธรรมะมงคลทัวร์

ประวัติเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสองค์ที่ 1 หลวงพ่อรอดเสือ

หลวงพ่อรอดเสือที่เรียกกันทั่วไปว่าหลวงพ่อรอดเสือ นี้ ได้มีการสันนิษฐานว่าอาจจะไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน แต่คงนำเหตุการณ์ที่ท่านรอดมาจากเสือกินมาตั้งเป็นชื่อของท่าน หลวงพ่อรอดเสือเป็นศิษย์เก่าของวัดประดู่ ท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) กรุงเทพฯ แต่เป็นด้วยเหตุใดไม่ปรากฎท่านได้อพยพลงเรือบรรทุกหนังสือมาด้วยเต็มลำ พายขึ้นไปจนถึงบ้านกะมัง จ. พิจิตร จนเพลาเย็นจวนค่ำท่านก็จอดเรือ เพื่อที่จะจำวัดตรงท่าที่เสือลงมากินน้ำ ชาวบ้านเห็นว่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้อาราธนาให้ท่านมาจอดเสียที่ฝั่งบ้านคนอยู่ แต่ท่านไม่ยอมมาเพียงแต่บอกว่าเสือก็อยู่ตามเสือ คนก็อยู่ตามคน พอรุ่งเช้าท่านไม่เป็นอันตรายใดๆ ชาวบ้านเห็นเป็นอัศจรรย์จึงได้เอากัปปิยะจังหันมาถวายเป็นจำนวนมาก จากนั้นท่านก็พายเรือล่องมาจอดที่วัดนางชีซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ริมแม่น้ำป่าสักหน้าวัดประดู่ เพื่อจะดูสถานที่สร้างวัดเป็นที่อยู่อาศัยต่อไป เมื่อท่านได้พบสถานที่ที่เหมาะสมแล้วก็ได้สร้างกุฎิเพื่อเป็นที่พำนัก ต่อมาได้สร้างเสนาสนะอื่นๆรวมทั้งพระอุโบสถ วัดประดู่จึงได้มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน จึงนับว่าหลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ของวัดประดู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีการบอกเล่ากันว่าชาวบ้านกะมัง จ. พิจิตร ได้ติดตามมาคอยปรนนิบัติท่านที่อยุธยา จึงได้มีชื่อของบ้านกะมังหรือตำบลกะมัง ใน จ. พระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันนี้ หลวงพ่อรอดเสือ ท่านเป็นพระเถระที่ยอดเยี่ยมในวิชาอาคมที่มีชื่อเสียงมาก และในปัจจุบันนี้ก็ยังมี ี พระเจดีย์บรรจุอัฐิของท่าน ให้ประชาชนที่เคารพนับ ถือมากราบไหว ้กันอยู่ไม่ขาด ท่านปกครองวัดอยู่นานเท่าใด
และมรณภาพเมื่อใดไม่ปรากฎเป็นหลักฐาน

เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 หลวงพ่อม่วง

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเจ้าอาวาสของวัดประดู่ที่ทรงคุณธรรมพิเศษ หลายองค์ และมีชื่อเสียงในการลงเครื่อง
ยันต์ของขลัง ตามตำราพิชัยสงคราม หลวงพ่อม่วงก็เป็นองค์หนึ่งที่มีชื่อเสียงในการลงเครื่องยันต์ของขลังมาแต่สมัย
รัชกาลที่ 2, 3 และ4 กรมพระพิทักษ์ยาเธอ (พระโอรสในสมัยรัชกาลที่2 ต้นตระกูลกุญชร ณ อยุธยา) ได้เสด็จวัดนี้เป็น
ประจำ และได้ทรงปฎิสังขรณ์พระวิหารด้วย ปี พ.ศ. 2405 เจ้าอาวาสองค์นี้ได้ปฎิสังขรณ์วัดโดยสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลา
การเปรียญ หอพระ และกุฎิใหญ่ๆ ทั้งยังได้อบรม พระภิกษุบวชใหม่ในข้อปฎิบัติได้เรียบร้อย เมื่อท่านมรณภาพถึงกำ
หนดการปลงศพของท่านต้องตั้งเมรุกลางทุ่ง เพราะเป็นงานใหญ่ ท่านปกครองวัดอยู่นานเท่าใด มีอายุพรรษาเท่าใด และมรณภาพเมื่อไร นั้นไม่ปรากฎหลักฐาน

เจ้าอาวาสองค์ที่ 3 หลวงพ่อสี สุวณฺณโชติ

พระอุปัชฌาย์สี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านคานหาม อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา ท่านป็นผู้มีความรู้วิชาศิลปหลายประการ
โดยเฉพาะฉันทศาสตร์ (ตำราคัมภีร์ผูกโคลงฉันท์ กาพย์ กลอน) จึงมีพระภิกษุบวชใหม่มาศึกษาเล่าเรียนจำนวน
มาก ท่านได้เป็นผู้ปฎิสังขรณ์วัดเขาดิน ต. ธนู อ. อุทัย และวัดประสาท ต. หอรัตนไชย จ. พระนครศรีอยุธยา เมื่อ
ร. ศ.112 ไทยเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสเรื่องดินแดนอินโดจีน กรมสังฆการีได้อาราธนาท่าน ไปแจกพระเครื่อง
ให้แก่ทหารหาญในการรบครั้งนั้น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ การอบรมสั่งสอนของท่าน จะเป็นบทเป็นกลอนทั้งสิ้น
ดังเช่น บทเห่กล่อมเรื่องกาเหว่าเป็นต้น หลวงปู่สี มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2433 รวมอายุ 73 ปี พรรษาที่ 52

เจ้าอาวาสองค์ที่ 4 หลวงพ่อเลื่อง

ท่านถือกำเนิดเมื่อวันเสาร์ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ. 2405 ณ บ้านคานหาม อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา โยมบิดาชื่ออ่อน โยมมารดาชื่อสิน ท่านมาอยู่วัดประดู่เมื่ออายุ 10 ปี กับพระอุปัชฌาย์สี ซึ่งเป็นตาของท่าน ต่อมาได้บรรพชาเป็นสาม
เณรผละอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. 2425 มีฉายาว่า สีลวฑุฒโน โดยมีหลวงพ่อสีเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. 2451 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสุทธิธรรมาจารย์ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอรอบกรุง ต่อมา พ.ศ. 2457 ได้เป็นพระ
วิสุทธาจารย์ ครั้งสุดท้ายได้รับสมณศักดิ์เป็นพระวิสุทธาจารย์เถระสังฆปาโมกข์ได้รับพระราชทานพัดรองตรารัตนา
ภรณ์ ชั้นที่ 4 กับได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้ช่วยเจ้าคณะมณฑลอยุธยา ทั้งยังเป็นผู้กำ
กับการพระพุทธบาท จ. สระบุรี หลวงพ่อเลื่อง ได้ลงเครื่องทูลเกล้าฯ ถวายหลายคราวซึ่งปรากฎในหนังสือพระราชหัต
เลขา เรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ตอนหนึ่งว่า 27 ตุลาคม 2451 วันนี้ได้นิมนต์พระเลื่องมาลงเครื่องตามแบบ
พระอาจารย์สี ลงพระแสงถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทำพิธีชุบที่วัดตูม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาท่านลงเลขยันต์และอักขระ ธงกระบี่รุช พระครุฑพ่าห์ ตามแบบของเดิมและให้ทำพิธีที่วัดตูมแล้วต่อเนื่องมาลงตะกรุดพิศมร ตะบองเพชร เป็นประ
จำทุกปี แต่ในการลงยันต์และอักขระนั้น ท่านได้เกิดอาพาธจะเป็นด้วยเหตุใดไม่ทราบได้

ท่านเป็นผู้สนับสนุนเรื่องการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากการที่ท่านจัดตั้งการเรียนการสอนขึ้นเอง โดยมีผู้สอนคือ พระเทียม บ้านอยู่ ต. หันตรา พระเฉียบ บ้านอยู่ ต. คานหาม พระพรหม กาญจนประภา บ้านอยู่ อ. ภาชี พระสุวรรณ มีผลกิจ บ้านอยู่คลองปากข้าวสาร ตั้งอยู่ได้ 3-4 ปี เมื่อพระเหล่านั้นลาสิกขาบทก็ยุบเลิกไปต่อมาไม่ช้าไม่นานก็จัดขึ้นอีก โดยมีครูปลื้มเป็นผู้สอน แต่อยู่ได้เพียง 3-4 ปี ก็เลิกอีก ต่อมาได้ตั้งเป็นโรงเรียนสาขาประจำมณฑลอยุธยา มีครูไข่ ครูอิน สารีบุตร เป็นผู้สอนแล้วเลยตั้งเป็นโรงเรียนประถมหัตกรรม มีการสอนวิชาช่างไม้ ช่างกลึง โดยมีพระอาจารย์เหม็ง (ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ) เป็นผู้สอนจนได้ประกาศนียบัตร แต่ก็ต้องยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2463

ในการก่อสร้างต่างๆ นั้น ท่านได้ซ่อมแซมศาลาการเปรียญซึ่งเป็นแบบโบราณและหมู่กุฎิสงฆ์ ท่านได้สร้างพระเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่งสำหรับบรรจุอัฐิเจ้าอาวาส แต่ยังมิได้บรรจุแต่อย่างใด ต่อมาท่านได้สร้างสะพานไม้ (แทนของเดิม) ตั้งแต่วัดจนถึงท่าน้ำหน้าวัดยาวประมาณ 14 เส้น โดยใช้ไม้สัก ส่วนเสาทำด้วยไม้มะค่าแต้ และแล้วท่านก็ได้เดินสะพานนี้เพียงครั้งเดียว คือเมื่อไปปลงศพเจ้าคณะอำเภอบางปะอินแล้วเกิดอาพาธ กลับมาถึงก็มรณภาพ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 อายุ 60 ปี พรรษาที่ 39 พระราชทานเพลิงศพ ณ วัดประดู่ทรงธรรม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2465 ในการนี้ได้รับพระราชทานหีบเพลิงพร้อมด้วยเงิน 1,000 สตางค์ ผ้าขาว 2 พับ ผ้าไตร 1 ไตร

เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 พระอุปัชฌาย์เหม็ง ดิสสปัญโญ

สกุลเดิมของท่านคือ ผดุงปัญญา ท่านมีเชื้อสายจีน บ้านอยู่ ต. หัวรอ จ. พระนครศรีอยุธยา ท่านมีความรู้ทางด้านช่างจึงเป็นครูช่างประจำวัดเป็นผู้สอนนักเรียนในวิชาช่างไม้ ช่างกลึง จนได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ต่อมาได้ล้มเลิกไปท่านมีผู้ช่วย ที่เป็นกำลังสำคัญคือ พระครูไพจิตรวิหารคุณ (พระอาจารย์บัว จียพันธ์ ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกษัตริยาธิราช) พระภิกษุอู๋ กุมภสิงห์ พระภิกษุเยื่อ ในการซ่อมศาลาการเปรียญ กุฎิ เสนาสนะ ยอกจากนั้นยังได้สร้างตึกหอสวดมนต์ กับได้จัดให้มีพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ และได้ตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด โดยมีพระภิกษุเทียม ประเสริฐ พระภิกษุถนอม และพระภิกษุหยู กาญจนประภา เป็นครูผู้สอน จนกระทั่งได้ปรับปรุงเป็นโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอกรุงเก่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2474 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลกะมังและเป็นพระอุปัชฌาย์เฉพาะในตำบลกะมัง ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2485 อายุ 73 ปี พรรษาที่ 52

เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 พระอาจารย์ชม ตรีสาร

ท่านมีภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านอ้อย หน้าวัดขุนทรายข้าม อ. อุทัย ท่านได้รับตำแหน่งเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมของพระวิสุทธาจารย์เถระ มาจนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ในรัชกาลที่ 7 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสาธุกิจการี เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2487 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลกะมัง เมื่อท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้สร้างสะพานยาวสายบ้านกะมัง และตั้งแถวกุฎิด้านหลังหอไตรเสียใหม่ เพื่อให้เป็นระเบียบ ท่านได้รับหน้าที่ให้ไปกำกับการพระพุทธบาท จ. สระบุรี ในเทศกาลเดือน 3 และเดือน 4 อยู่นานหลายปี พระครูสาธุกิจการี ท่านมีความรู้ในด้านคาถาอาคมขลัง ลงตะกรุดและเสื้อยันต์ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 อายุ 63 ปี พรรษาที่ 41

เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 พระอธิการทอง อุตตโม

พระอธิการทอง มีนามสกุลเดิม ภาคาทรัพย์ โยมบิดาชื่อโหน่ง โยมมารดาชื่อคล้าย มีภูมิลำเนาอยู่บ้านสวัสดิ์หรือบ้านสาม
ขา ต.บ้านกรุด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านมาเป็นศิษย์อยู่กับหลวงพ่อเหม็ง เรียนหนังสือกับพระภิกษุเทียม
ซึ่งเป็นญาติท่านได้บวชเรียนอยู่ในสำนักวัดประดู่ ครั้นปีพ.ศ. 2472 กระทรวงได้จัดตั้งโรงเรรียนประชาบาล ขึ้น ท่าน
จึงศึกษาต่อจนจบชั้นประถมปีที่ 4 ต่อมาเมื่ออายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 และ
อุสมบทเมื่อพ.ศ. 2482 โดยพระญาณไตรโลก(ฉาย) วัดพนัญเชิง เป็นอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์ฟักเป็นพระกรรมวาจา
จารย์ พระพิมลธรรม(อาสโภ อาจ ดวงมาละ) เมื่อครั้งยังเป็นพระศรีสุธรรมมุนี วัดสุวรรณดารารามเป็นพระอนุสาวนา
จารย์ ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมและบาลีที่สำนักวัดสุวรรณดารารามสอบเป็นนักธรรมชั้นตรีได้เมื่อ พ.ศ. 2480 นักธรรมชั้นโท พ.ศ. 2483 และนักธรรมชั้นเอกได้ใน พ.ศ. 2486 เมื่อท่านมีอายุ 25 ปี ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้า
อาวาส เมื่อ พ.ศ. 2487 มีอายุ 26 ปี พรรษาที่ 5-6 ท่านได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักวัดประดู่ทรง
ธรรม เป็นกรรมการควบคุมการสอบนักธรรมและตรวจข้อสอบนักธรรมชั้นตรีสนามหลวง ประจำ จ. พระนครศรี
อยุธยา ท่านเป็นผู้ริเริ่มร่วมกับกรรมการวัดในการจัดสร้างรูปปั้นเจ้าอาวาสองค์ที่1-6 และได้ซ่อมแซมกุฎิหอพระ ท่าน
บรรพชาเป็นสามเณร 3 พรรษา อุปสมบทเป็นพระภิกษุ 10 พรรษา ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส 5 พรรษา

เจ้าอาวาสองค์ที่ 8 พระอธิการอู๋ ธัมมวิโรจโน

ท่านมีนามสกุลเดิม มีชัยศรี ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีขาล พ.ศ. 2432 โยมบิดาชื่อถิน โยมมารดาชื่อชื่น บ้านเกิดอยู่บริเวณท่าน้ำวัดประดู่ทรงธรรม ต. หัวรอ จ. พระนครศรีอยุธยา บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออวยุ 13 ปี ต่อมาได้อุปสมบทโดยเจ้าคุณวิสุทธาจารย์เถระเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รอด ธัมมสโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านเป็นผู้แสดงอุโบสถศีลให้แก่อุบาสก อุบาสิกา เป็นประจำตลอดทั้งปี ทั้งในเวลาเข้าพรรษาและออกพรรษา ตั้งแต่ท่านยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสถึงแม้ท่านจะเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ยังถือปฎิบัติตลอดมา ท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ พูดน้อย แม้ว่าท่านจะมีศิลป 20 ประการอยู่บ้างก็ตาม ท่านบริจาคเงินส่วนตัวของท่านในการซ่อมวิหาร สร้างสะพาน
คอนกรีต และซ่อมแซมกุฎิหลังใหญ่ ซึ่งเคยเป็นที่พักอาศัยของหลวงพ่อม่วง พ.ศ. 2511 นายจำนงค์ เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มาปรับปรุงสร้างศาลาหอสมุด 1 หลัง และกุฎิขนาดเล็กอีก 4 หลัง และได้นำกฐินมาทอด พร้อมทั้งถวายเงินจำนวน 10,000 บาท ตั้งเป็นมูลนิธิ ปรับปรุงวัด ประดู่ทรงธรรมให้คงเป็นวัดโบราณ
แบบอรัญวาสีอยู่เช่นเดิม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒน ธรรมของเยาวชนรุ่นหลังต่อไป พ.ศ. 2512 คณะกลุ่มชาวบ้านแห่งประเทศไทยโดยการนำของจอมพลถนอม กิติขจร นายกรัฐมนตรีได้นำกฐินสามัคคีมา
ทอด และได้รวบรวมเงินบำรุงวัด ซึ่งได้นำไปซ่อมแซมปฎิสังขรณ์พระอุโบสถ จำนวนหนึ่ง และอีกจำนวนหนึ่งไปบำรุง
โรงเรียนประชาบาลวัดประดู่ทรงธรรม ท่านอาจารย์กิตติวุฒโฑ ได้นำพระ ภิกษุจากจิตตภาวันวิทยาลัย จำนวน 200
รูป มาทัศนศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและทางวัดได้ถวายภัตตาหารเพลที่ศาลาหอสมุด พระอธิการอู๋ ธัมมวิโรจโน
ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 13 ก.ค. พ.ศ. 2493 และ มรณภาพเมื่อวันที่ 4 เม. ย. พ.ศ. 2515 อายุ 82 ปี พรรษาที่ 61

เจ้าอาวาสองค์ที่ 9 พระอธิการบุญนาค สีลสํงวโร

พระอธิการบุญนาค สีลสํงวโร หรือพระครูสีลสังวร นามสกุลเดิม พูลสมบัติ ถือกำเนิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2458 ณ ต. ปากจั่น อ. นครหลวง จ. พระนครศรีอยุธยา อุปสมบทเมื่ออายุได้ 21 ปี ในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2479 ณ วัดละมุด โดยมีพระญาณไตรโลก(ฉายอังคสุวัณโณ) วัดพนัญเชิง เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเหม็ง ดิสปัญโญ เจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรม(องค์ที่ 5) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จัน วัดละมุด เป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรม เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2515 และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสีลสํวโร เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านได้ซ่อมและสร้างถาวรวัตุหลายอย่างได้แก่ เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาหอสวดมนต์ ซ่อมกุฎิที่ทรุดโทรม สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่โดยรื้อศาลาหลังเก่า และนำบางส่วนไปประกอบศาลาหลังใหม่ เช่นเพดานซึ่งมีภาพเขียนสวยงามมาก สร้างเมรุเผาศพ แต่ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ ท่านก็มรณภาพเสียก่อน เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2532 รวมอายุ 74 ปี พรรษา 53

เจ้าอาวาสองค์ที่ 10 พระอธิการผิว อภิชาโต

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน มีนามเดิมว่า ผิว ภาคจักร โยมบิดาชื่อเชย โยมมารดาชื่อพันธุ์ มีอาชีพทำนา ท่านเป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน ถือกำเนิดเมื่อปีกุน วันที่ 1 กันยายน 2466 ณ บ้านสามขา ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา ท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุ 25 ปี ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2491 ณ วัดใหญ่สุทธิรุจิราราม ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูบุญวิทยโสภณเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการชุ่ม เป็นพระกรรมาวาจาจารย์ พระอธิการโดม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ แล้วได้ย้ายมาอยู่ที่วัดประดู่ทรงธรรม ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ สำนักวัดสุวรรณดาราราม สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. 2533 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรมปัจจุบัน พ.ศ. 2543 ท่านมีอายุ 77 ปี พรรษาที่ 52

บทกลอนสอนใจ

ของ หลวงปู่สี สุวณณฺโชติ เจ้าอาวาสองค์ที่ 3 วัดประดู่ทรงธรรม

กาเอ๋ยกาเหว่า ไข่ให้แม่กาฟัก กาโอ้โง่นัก ไม่รู้จักที่เล่ห์ลม เฝ้ากอดกกมาปกปิด รักสนิทสนม เลี้ยงดูชูชม มิให้ระบบทั้งร่างกาย สู้เผื่อแผ่หาเหยื่อมาป้อน ทั้งเย็นร้อนมิให้ระคาย ด้วยใจจิตเฝ้าคิดหมาย ว่าเชื้อสายของตนเอง ครั้นโตใหญ่ก็ไพล่แปลก มันย้อนแยกที่ลายขน แม่กาเห็นผิดชนิดตน ให้อั้นอ้นในอกใจ มันเลยลาไปหาหมู่ หาอยากอยู่ด้วยเจ้าไม่ นางแม่กาก็อาลัย เพราะเสียใจในท่วงที ให้ร้อนเร้ามาเศร้าใจ เหมือนอย่างเอาไฟมาจุดจี้ ยิ่งคับแค้นแสนทวี ด้วยเสียทีกาเหว่าลาย นี่แหละท่านอันการรัก มันย้อนยักมากลับกลาย รักนักก็มักหน่าย ต้องเสียดายที่ลมลวง น้ำลึกพอหยั่งได้ ถึงเมรุไกลภูเขาหลวง พอกำหนดมาจดจ้วง ให้สมดังดวงหฤทัย จิตมนุษย์มันสุดจะหยั่ง มันลึกกว้างเป็นไหนๆเหลือเล่ห์คะเนได้ ด้วยน้ำใจของคนพาล ฟังถ้อยคำชั่งฉ่ำเพราะ สนิทเสนาะแต่ล้วนหวาน มาบอกบ่งว่าวงศ์วาน เป็นลูกหลานท่านผู้ดี ทั้งสินทรัพย์ก็นับพัน พวกพ้องฉันเป็นเศรษฐี มาอวดอ้างแต่อย่างดี ใครหลงที่ต้องเกรียมกรอม ถ้าพลาดตีนพอลุกได้ ถ้าพลาดใจจะต้องยอม จะโศกซ้ำระกำตรอม ต้องงมงอมด้วยคารม หวานวาจาดูปรากฎ ในใจคตดังกริชคม ใครหลงนักก็จักตรม จะดิ้นล้มลงมอมแมม อันพิษงูมันอยู่ที่เขี้ยว แมงป่องเลี้ยวที่หางแหลม ที่ชั่วกลบให้สูญหาย เอาแต่ดีมาภิปราย ด้วยแยบคายของคนพาล ข้อนี้ให้เกรงยำ อย่าถือทำเป็นโวหาร จะต้องล้มลงซมซาน เพราะเหตุการณ์ไม่ตรึกตรอง ถ้าทุกข์ทับมาคับอก ต้องแสนวิตกด้วยหม่นหมอง เพราะด่วนได้ที่ไม่ตรอง พาพวกพ้องให้อัปมาณ จะโทษใครทำให้ชั่ว โทษใจตัวทำโวหาร จะชอกช้ำให้รำคาญ เพราะเริงรานที่ด่วนไป จงฟังหูเอาไว้หู อย่าวามวู่อำเภอใจ เขาบอกว่ารักให้ซักไซร้ รักอย่างไรให้แจ้งการ รักกัดพิบัติแก้ ย่อมปรวนแปรไปหลายสถาน รักพวงดอกดวงมาลย์ ถ้าจะประมาณก็มากมี อย่าด่วนได้ดังใจนุช โฉมงามสุดเจ้ากากี รูปทรงอนงค์ดี จิตต์นารีเจ้าหลายใจ ฟังถ้อยคำที่พร่ำสอน อย่ารีบร้อนแต่ด่วนได้ ถ้าวิ่งนักก็มักจะไพล่ จะลื่นไถลลงทั้งยาว คนจะสรวลสำรวลร่า ฝูงประชาจะลือฉาว จะเกิดมีราคีคาว ทั่วแดนดาวขจรไกล อย่าด่วนว่านินทาฉัน ทาเสกสรรแกล้งว่าให้ ถ้าทำดีดังสีใส่ ทำชั่วได้เหมือนทาคราม เพราะเหตุรักจึงทักท้วง มาหึงหวงรำพันห้าม ถ้าไม่คล้อยชะรอยตาม ก็สุดแต่งามเจ้ารักเอย...

 

DMMTOUR.COM