TOP

ลิงค์วัดต่างๆ
วัดท่าการ้อง
วัดประดู่ทรงธรรม
โทรทัศน์
ช่อง 3 ช่อง 5
ช่อง 7 ช่อง 9
ช่อง 11 ช่อง ITV
UBC Nation
โทรศัพท์
GSM 1-2-Call
DTAC Dprompt
Orange Hutch
True TOT
ส่งข้อความ
MobileQ 152
GSM DTAC
ข่าว/หนังสือพิมพ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
กระแสหุ้น
ข่าวสด
คม ชัด ลึก
ฐานเศรษฐกิจ
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
ไทยรัฐ
แนวหน้า
บ้านเมือง
ประชาชาติธุรกิจ
ผู้จัดการ
มติชน
สยามกีฬา
สยามธุรกิจ
สยามรัฐ
Bangkok Post
INN





eXTReMe Tracker

หัวใจพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงปฎิบัติอย่างไรจึงได้ตรัสรู้?
พระพุทธเจ้าทรงเดินสายกลาง กล่าวคือ ไม่ปฎิบัติตนให้มีความสุขสดชื่นอยู่ในทางกาม และไม่ทรง
ทรมานตน โดยพระองค์ท่านไม่ข้องแวะอยู่ในทางทั้งสองนั้น ทางสายกลางเป็นทางที่มีองค์ประกอบ
8 ประการ คือ เห็นชอบ ดำริห์ชอบ เจรจาชอบ ระลึกชอบ พยายามชอบ การงานชอบ ตั้งใจชอบ และ
เลี้ยงชีวิตชอบ?จนสามารถตรัสรู้ได้

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่ทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐ?ที่เรียกว่า?อริยสัจ 4?ประกอบด้วยทุกข์
ทุกข์ที่เกิดจากการเกิด?แก่?เจ็บ?ตาย?ทุกข์เนื่องจากป่วยไข้?พลัดพรากจากสิ่งที่รักไม่สมหวังผิดหวังหรือ
สมหวังมากไป จิต?รูป?รส?กลิ่น?เสียง?สัมผัส?สมุทัย?เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์?จากตัณหา คือ ความ
อยาก?อยากในกาม?อยากเป็นและไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่?และจากราคะ คือความเพลิดเพลินยินดีกับสาเหตุ
ที่ทำให้เกิดทุกข์ นิโรธ เป็นความดับทุกข์ ปล่อย วาง ดับ สละคืน พ้น ไม่พัวพัน ไม่อาลัย และมรรค เป็น
แนวทางการปฎิบัติที่มีองค์ประกอบ 8 ประการ เพื่อเดินสายกลาง เพื่อเกิดความรู้เพื่อสามารถหยั่งรู้ ให้
เกิความสงบ รอบรู้สามารถดับกิเลสได้

ความรู้ที่ตรัสรู้มีลักษณะอย่างไร?
เป็นความรู้ที่ผุดขึ้นว่า นี้เป็นทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ทุกข์นี้ได้กำหนดรู้แล้ว เป็นความรู้ที่ได้กำ
หนดขึ้นว่านี้เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย )เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นว่า นี้เป็นความดับทุกข์(นิโรธ) เป็นความ
รู้ที่ผุดขึ้นว่านี้ทำให้แจ้งแล้ว เป็นความรู้ที่ผุดขึ้นว่า นี้เป็นทางปฎิบัติถึงความดับทุกข์ (มรรค)ซึ่งควรอบ
รมให้มีขึ้น ในการนี้ได้อบรมให้มีขึ้นบริบูรณ์แล้วญาณที่ตรัสรู้ต้องประกอบด้วย ควรรู้ในความจริง คือ
ว่าความทุกข์นี้จริง รู้ว่าสาเหตุแห่งทุกข์นี้จริง รู้ว่าความดับทุกข์นี้จริง รู้ว่าข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์
จริง หน้าที่ที่ต้องกำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ หน้าที่ที่ต้องละ หน้าที่ที่ต้องทำให้แจ้ง หน้าที่ที่ต้องปฎิบัติอบรม
ความรู้ในการทำกิจเสร็จ รู้ว่าทุกข์ได้กำหนดเสร็จแล้ว รู้ว่าทางที่มีองค์ประกอบ 8 ประการ ก็ได้ปฎิบัติ
อบรมให้มีขึ้นแล้วรวมความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นความหยั่งรู้ที่มีวนรอบ 3 มี อาการ 12 คือความ
รู้ในความจริง รอบหนึ่ง ต้องรู้ในหน้าที่ รอบหนึ่ง และความรู้ในการทำกิจเสร็จผู้มีความรู้ดังกล่าว เรียก
ว่า พุทธะ คือเป็นผู้ตรัสรู้หรือปัญญาที่เป็นโพธิ แปลว่า ความตรัสรู้ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”

“ ศัตรูที่แท้จริงของคน คือ โลภ โกรธ?หลง ต้องแก้ด้วยมี ศีล สมาธิ ปัญญา”

กรวดน้ำ
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยเดชะผลบุญแห่งข้าพเจ้าได้สร้างและสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี้ ขอให้ค้ำ
ชูอุดหนุนคุณบิดามารดา พระมหากษัตริย์ ผู้มีพระคุณ ญาติกาครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรและ
มิตรรักสนิท เพื่อนสาราสัตว์น้อยใหญ่ พระภูมิเจ้าที่ เจ้ากรุงพาลี?แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระโพ
สพ พญายมราช นายนิริยบาล ท้าวจตุโลกะบาลทั้งสี่ ศิริพุทธอำมาตย์ ชั้นจาตุมะหาราชิกาเบื้องบน สูง
สุดจนถึงภวัคคะพรหม และเบื้องล่างต่ำสุด ตั้งแต่โลกันตะมหานรก และอเวจีขึ้นมา จนถึงโลกมนุษย์
สุดรอบขอบจักรวาล อนันตจักรวาล คุณพระศรีรัตนตรัย และเทพยดทั้งหลาย ตลอดทั้งอินทร์ พรหม
ยมยักษ์ คนธรรพ์ นาคา พระเพลิง พระพาย พระพิรุณ ท่านทั้งหลายที่ต้องทุกข์ ขอให้พ้นจากทุกข์ ท่าน
ทั้งหลายที่ได้สุข ขอให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไป ด้วยเดชะผลบุญแห่งข้าพเจ้าอุทิศให้ไปนี้ จงเป็นอุปนิสัยปัจจัย
ให้ถึงพระนิพพานในปัจจุบัน และอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญฯ

กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลและแผ่เมตตา

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยเดชะกุศลผลบุญแห่งข้าพระพุทธเจ้าได้สร้าง และสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
พระคาถาชินบัญชรทุกๆมนต์พระคาถา และการสวดมหาสังฆทาน เพื่อขอขมาพระรัตนตรัยนี้ ตลอดทั้ง
บุญกุศลใดๆ ทั้งหมดที่ข้าพระพุทธเจ้าได้สร้างสมมาในอดีตชาติ ชาตินี้และปัจจุบันวันนี้?ไม่ว่าจะเกิดประ
โยชน์ ความสุข ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ข้าพเจ้าเองเท่าใด ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมถวายกุศลแด่..
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทุกองค์ พระอริยบุคคลทั้งหมด ขอได้โปรดค้ำชูและ
อุดหนุน คุณมารดา บิดา อุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณทุกท่าน ทั้งที่ล่วงลับไปแล้ว และ ยังมีชีวิตอยู่ที่มี
ความผูกพันต่อชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า ทั้งในอดีตชาติและชาตินี้ ตลอดทั้งขอได้โปรดคุ้มครองให้ทุกคน
ในครอบครัว มิตรรักสนิท ศัตรูหมู่มาร บริวาร และทหารตำรวจชายแดนที่ดูแลประเทศชาติ คณะรัฐบาล
ฝ่ายค้าน ผู้ที่กระทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสาราสัตว์น้อยใหญ่ที่เสียสละ
ชีวิตให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าได้กินเพื่อการดำรงชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายทั้งหมดหลุด
พ้นจากความทุกข์ ประสบแต่ความสุขยิ่งๆขึ้นไปและตลอดไป ขออุทิศส่วนกุศลไปถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้ง
หลายทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดแล้วก็ดี ยังไม่เกิดก็ดี ยังเป็นวิญญาณล่องลอยก็ดี ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยล่วง
เกินท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อมทุกภพชาติและชาตินี้ก็ดีทั้งเจตนาและไม่เจตนา ขอให้เจ้า
กรรมนายเวรทั้งหลายทั้งหมดได้โปรดมาอนุโมทนา และเมื่ออนุโมทนาแล้วขอได้โปรดอโหสิกรรมโทษ
ทั้งหลายเหล่านั้นให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วย และกรรมเวรใดท่านทั้งหลายได้เคยกระทำต่อข้าพระพุทธ
เจ้าทุกภพชาติและชาตินี้ ข้าพระพุทธเจ้าก็ขออโหสิกรรมโทษให้แก่ท่านทั้งหลายด้วยเช่นกัน สัตว์ทั้ง
หลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย?ด้วยกันหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน จอง
กรรมจองเวรแก่กันและกันเลย จงมีแต่ความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นตลอดไป
ด้วยเทอญ และขอแผ่ส่วนกุศลแด่.......ทวยเทพทุกพระองค์ใน 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน และทุกๆพระองค์
ที่ดูแลพระศาสนาทุกหนแห่ง และที่ดูแลรักษาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ก็ดีทั่วสากลพิภพ โดยเ
ฉพาะอย่างยิ่งพระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ พระอินทร์ พระพรหม ยม ยักษ์ คนธรรพ์ นาคา แม่พระพาย
แม่พระเพลิง แม่พระธรณี พระคงคา?แม่พระโพสพ พระยายมราช นายนิริยบาล ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่
ศิริคุตอำมาตย์ ชั้นจาตุมหาราชิกาเบื้องสูงสุดจนถึงภวัคคะพรหม พระภูมิเจ้าที่ทั้งที่เป็นผีบ้าน ผีเรือน
ทั้งที่บ้านและที่ทำงานของข้าพระพุทธเจ้าและอเวจีขึ้นมาจนถึงโลกมบุษย์สุดรอบขอบจักรวาลอนันต
จักรวาล และขอแผ่ส่วนกุศลแด่องค์พรสยามเทวาธิราชทุกๆพระองค์ท่าน ตลอดทั้งพระมหากษัตริย์ไทย
วีรกษัตริย์ไทย ขอถวายพระราชกุศลแด่ทุกพระองค์ท่านจงมาด้วยบุญญาธิการ มากล้นด้วยฤทธิ์เดชและ
พระบารมียิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ ด้วยเดชะ ขอส่วนกุศลผลบุญแห่งข้าพระพุทธเจ้า ได้น้อมถวายไปให้นี้
จงดลบันดาลให้ข้าพระพุทธเจ้า ประสบแต่ความสุขความเจริญทั้งทางโลกทางธรรม ขอให้แคล้วคลาด
จากภยันตรายใดๆทั้งปวง ขอให้กรรมเก่าหมดไป กรรมใหม่อย่าให้เกิดขึ้น ขอให้มีสติปัญญาเฉลียว
ฉลาด ขอให้ห่างไกลจากศัตรูหมู่มาร พบเจอแต่กัลยาณมิตร ขอให้ศัตรูกลับใจมาเป็นมิตรและขอให้ข้า
พระพุทธเจ้าประสบความสำเร็จสมหวังทั้งเรื่องการงาน การเงิน ชีวิตครอบครัว ชีวิตสังคม ชีวิตรัก
และยังเป็นอุปนิสัยปัจจัยให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้านี้เทอญ.

พุทธัง?อะนันตัง?ธัมมัง?จักกะวาลัง
สังฆัง?นิพพานัง?ปัจจะโย?โหนตุฯ

คำอธิษฐานขอพร
ข้าพเจ้าขออาราธนาพระบารมี 30 ทัศขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จนิพพานไปแล้ว มากยิ่ง
กว่าเม็ดกรวดเม็ดทราย ในท้องมหาสมุทรทั้ง 4 ด้วยเดชะ พระพุทธานุภาพ พระธัมมานุภาพ พระสังฆานุ
ภาพ พระบารมี พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกะโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย และพระบารมีขององค์พระ
สมณะโคดมบรมครู ขอได้ส่งพลังมายังตัวข้าพเจ้าจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้า หายจากโรคภัยทั้งหลาย และ
สรรพเคราะห์ทั้งหลายในกายของข้าพเจ้าจงสูญไป สิ้นไปด้วยเถิด และขอให้ข้าพเจ้าประสพความสุข
ความเจริญ ความสำเร็จตามที่ข้าพเจ้าปรารถนาทุกประการ
ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะต่ออุปสรรคและมารทั้งหลาย
ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ปลอดภัยจากราชภัยทั้งปวง
ขอให้ข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย
ขอให้ข้าพเจ้า พ้นจากความไม่ดี และความไม่มีจงอย่าได้บังเกิดกับข้าพเจ้าต่อไป
ขอให้การประกอบอาชีพของข้าพเจ้า ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดไป
ขอให้ข้าพเจ้าสมบูรณ์ พร้อมด้วยอำนาจและตะบะเดชสมบัติ ธนสารสมบัติ และบริวารสมบัติ
หากข้าพเจ้ายังไม่ถึงซึ่งนิพพาน ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดในตระกูลที่ดีเป็นผู้มีธรรมะบริสุทธิ์ สมบูรณ์พูนสุข
ทุกประการเทอญ
หมายเหตุ ปรารถนาสิ่งใด จงตั้งจิตอธิษฐาน ตามที่ต้องการ

คำอธิษฐานอโหสิกรรม
ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม กรรมใดที่ทำแก่ผู้ใดในชาติใดๆ ก็ตาม ขอให้เจ้าเวรนายกรรม จงอโหสิกรรมให้แก่
ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อไปเลย แม้แต่กรรมที่ใครๆทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม
ให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อไปด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอ
ให้ข้าพเจ้า ครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนวงษาคณาญาติและผู้อุปการคุณของข้าพเจ้า มีความสุขความ
เจริญ ปฎิบัติแต่สิ่งที่ดี และสิ่งที่ชอบด้วยเทอญ

คำขอขมาโทษ (กรรมชั่ว )
กรรมชั่วอันใด ที่ข้าพเจ้าทำไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา-มารดา ครูบาอา
จารย์ เพรความไม่รู้ เพราะความหลง เพราะความงมงาย เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอพระพุทธ พระ
ธรรม พระสงฆ์?และคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ จงยกโทษโปรดให้ข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยากลำบากเข็ญ
ใจ ความทุกข์ขออย่าได้ ความไข้ขออย่าให้มี ขอให้มีความสุขสวัสดีมีชัย หายทุกข์ หายโศก หายโรค หายภัย
หายอุบาทว์ เสนียดจัญไร อันตรายทั้งหลายจงเสื่อมไป สิ้นไปสูญไปหายไป ข้าพเจ้าจะปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้
สมปรารถนานิพพานะ ปัจจะโย โหตุ ( จงตั้งจิต อธิษฐานตามความปรารถนาที่ต้องการตามใจชอบ )


บทอธิษฐานจิต

นะโม?ปะฐะมัสสะ?สัมมาสัมพุทธัสสะ. (3หน )
พุทธัง ชีวิตัง?ยาวะนิพพานัง?สะระณัง?คัจฉามิ.
ธัมมัง?ชีวิตัง?ยาวะนิพพานัง?สะระณัง?คัจฉามิ.
สังฆัง?ชีวิตัง?ยาวะนิพพานัง?สะระณัง?คัจฉามิ.
ข้าพเจ้ามีสิ่งใด?ล่วงเกินพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้มีพระคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนถึง
สรรพสัตว์ทั้งปวง ท่านผู้ใดผู้หนึ่ง ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้มีพระคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
ตลอดจนถึงสรรพสัตว์ทั้งปวง จงงดโทษให้แก่ข้าพเจ้า เพื่อความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขอสำ
รวมระวัง ซึ่งกาย วาจา ใจ สืบต่อไปในเบื้องหน้านี้ ในอดีต สิ่งใดที่ข้าพเจ้า อธิษฐานมาไม้เป็นประโยชน์
ขัดขวาง และเป็นมลทินแก่ข้าพเจ้าที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าขอถอนสิ่งนั้นทุกๆประ
การจงไม่เป็นมลทินแก่ข้าพเจ้าสืบไป จนกว่าสู่พระนิพพาน บัดนี้ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้ เพื่อเป็น
พุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา ข้าพเจ้าขอปฎิบัติธรรม (พระกัมมัฎฐาน ) เพื่อบรรลุซึ่งสันติสุขสู่พระนิพ
พานขออาราธนาพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ จงประมวลกับบารมีสิบทิศที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญ
มาทุกภพ ทุกชาติ ตั้งแต่พุทธสมัยองค์ปฐมสัมมาสัมพุทธะจนถึงปัจจุบันนี้ จงเชื่อมมาอยู่ในดวงจิตดวง
ธรรมของข้าพเจ้าทุกๆวาระจิตเกื้อกูลข้าเจ้า บรรลุโลกุตตรธรรมโดยฉับพลัน อภิบาลคุ้มครองรักษาข้าพ
เจ้าตลอดกาลทุกเมื่อจนกว่าสู่พระนิพพาน กายกรรม?วจีกรรม?มโนกรรม?ในฝ่ายกุศลที่สะอาดบริสุทธิ์
ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อานิสงส์นี้จงส่งผลให้เพิ่มทวีคูณด้วยรัศมีธรรมทุกๆ
วาระจิตโดยไม่ขาดสาย พ้นจากอุปสรรคทั้งปวง ส่งผลให้การบำเพ็ญสัมมาปฎิบัติให้เจริญยิ่งขึ้น เป็น
ผู้ไม่หลงใหลในโลกธรรม?8 เป็นผู้ไม่ประมาท แตกฉานในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้ารอบรู้ในกองสังขารทั้งปวง เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน บังเกิดทิพยจักขุ ธัมมจักขุ ปัญญาจักขุ บรรลุโล
กุตตรธรรม อุดมสมบูรณ์พูนสุขตลอดกาลจนกว่าสู่พระนิพพานส่งผลเป็นกุศลนิมิตเกื้อกูลสรรพสัตว์ทุก
ชีวิต มุ่งบำเพ็ญสัมมาปฎิบัติ เกื้อกูลพระสัทธรรมซึ่งกันและกัน อุดมสมบูรณ์พูนสุข ตลอดกาลจนกว่าสู่
พระนิพพาน นิพพานะปัจจะโย?โหตุ.

กรวดน้ำ-แผ่เมตตา
คำกรวดน้ำแปล (ของสำนักเกตุมดีฯ)
อิมินา?ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุทิสเส?อิเมสัง?สัพพะสัตตา?เทวะมะนุสสานัง?ยาวะชีวัง?จุติจตัง?อะระหัง จุติฯ
สิบนิ้วข้าจะไหว้ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ท่านท้าวตรึงไตร พระอิศวรนารายณ์เจ้า ท่านท้าว
สหัสนัย ตัวข้าตั้งใจทำบุญให้ทานกรวดน้ำจำจะแผ่ไมตรีอุทิศอธิษฐานแผ่กุศลไปภาคเบื้องบน ทุกชั้นวิมาน
ชั้นใต้ลงไป ถึงในบาดาล นอกขอบจักรวาล ครูอาจารย์ บิดามารดา ญาติวงศ์พงศาทั่วครบ?แม่โพสพท่านรัก
ษา จบในโลกา?ทั้งเพชฉลูกรรม์ท่านมีฤทธี ธรณีคงคา ร้องสั่งบุญข้า ศรัทธาบวงสรวง เทวาทั้งปวง ช่วยโม
ทนาขอเป็นทิพย์พยาน ทำบุญให้ทาน ตั้งใจปรารถนา พระภูมิพระพาย พระนาคฤาสาย ทุกชั้นดุสิตา อากาศ
บรรพต ตรอกห้วยเหวผา เจ้าไพรเจ้าป่า เจ้ากรุงพาลี จะขอกรวดน้ำ จำจะแผ่ไมตรี พระอาทิตย์พระจันทร์
พระอังคารนั้น ท่านมีฤทธี?พระพุทธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์เสาร์รี ทั้งเจ็ดองค์นี้รักษาแดนไตร พระราหู
พระเกตุ ท่านผู้วิเศษ กรวดน้ำส่งไป พญายมท้าวเวสสุวรรณ พระกาฬเจ้าบัญชีใหญ่ กรวดน้ำแผ่ไป ทั่วทุกเท
วา ขอน้ำใจข้าให้ใสบริสุทธิ์ ในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญบุญญา ยิ่งยิ่งขึ้นไป ศัตรูหมู่มารแผ่ไปกราบการน ขอ
เป็นมิตรพิศมัย อย่าผูกเวรกรรม คุ้มโทษโพยภัยภายนอกภายใน ขอให้แห่งฉัน ถ้าแม้นมีชีวิตอยู่ ขอให้ร่วมรู้
ก่อสร้างโพธิญาณ ขอให้ทันองค์พระศรีอารีย์ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุฯ

บทกรวดน้ำ
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลผลบุญให้ท่านทั้งหลายด้วยเถิดพระเจ้าข้าขอให้ได้สุขกายเจริญวัย สุขใจ
เจริญธรรม นิพพานะปัจจะโยโหตุ พระจัตุโลก พระยามกทั้งสี่ ขอส่งน้ำอุทิศนี้ เข้าไปในลังกาทวีป ในห้อง
พระสมาธิ เป็นที่ประชุมการใหญ่ของแม่พระธรณี ขอให้แม่พระธรณีจงมาเป็นทิพย์พยานเป็นผู้ว่าการในโลก
อุดร ขอให้แม่พระธรณีจงนำส่งให้คุรครูบาอาจารย์ทั้งหลาย คู่สวดอุปัชฌาย์ ญาติสัมมาปฎิบัติทั้งหลาย ผู้ที่
ได้ปฎิบัติศีล สมาธิปัญญา ภิกษุสงฆ์และสามเณร ที่ได้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ ปฎิบัติเที่ยง ปฎิบัติตรง และนำส่ง
ให้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย?บิดา มารดา ของข้าพเจ้า ญาติกาทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย บุพการีทั้งสิบจำพวก
ที่ได้เคยอุปการะข้าพเจ้าและพุทธบริษัททั้งสี่ ตั้งแต่กาลก่อนนั้นหรือปัจจุบันนี้ก็ดี ที่ล่วงลับไปแล้วก็ดี ที่ยังมีชี
วิตอยู่ก็ดี พร้อมกับตัวข้าพเจ้าด้วย ขอจงมารับเอาส่วนกุศลผลบุญของข้าพเจ้าในกาลบัดเดี๋ยวนี้เทอญ?นิพพานะ
ปัจจะ โยโหตุ พุทธัง?อะนังตัง?ธรรมมังจักกะวาลัง สังฆังนิพพานัง ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตาทั่วไป กรุณา มุทิตา?
อุเบกขา ให้แก่บรรดาสัตว์ที่มี?ดิน น้ำ ลม ไฟ บิดา มารดา?ญาติกาทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ทั่วทั้ง
อนันแสนโกฏจักรวาล?ตั้งแต่อะเนกะชาตินี้ ที่ล่วงลับไปแล้วก็ดี ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ดี ขอจงมารับเอาส่วนกุศลผล
บุญของข้าพเจ้าในกาลบัดนี้เทอญ นิพพานะปัจจะโยโหตุ อิ ติ สุ คะ โต อะ ระ หัง?พุท โธ นะ โม พุท ธา ยะ
ปะ ฐะ วี คง คา พระ ภูมะ เท วา พุทธา ขะ มามิ หัง สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ.

บทแผ่กุศลผลบุญ
อิทัง ปุญญะผะลัง?อานิสงส์อันใด ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญไปแล้วนี้ขอผลบุญนี้ จงแผ่ไปถึง เจ้ากรรมนาย
เวรทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินมาแล้วแต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้มาอนุ
โมทนาเมื่ออนุโมทนาแล้ว ขอให้อโหสิกรรมกันตั้งแต่บัดนี้ เวลานี้เป็นต้นไป ขอแผ่บุญกุศลนี้ไปถึงเทพเจ้าทั้ง
หลายที่รักษาตัวข้าพเจ้าอยู่ก็ดี?นอกจากนี้ก็ดี ทั่วทั้งสากลพิภพ จงมีแต่ความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพพรหม
ทั้งหลาย ภูตผีปีศาจทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ก็ดีที่บ้านของข้าพเจ้าก็ดีท่านใดมีทุกข์ขอให้พ้นทุกข์ ท่านใดมีความ
สุขขอให้มีความสุขยิ่งๆขึ้นไป และขอแผ่บุญกุศลนี้ไปถึงบิดามารดาครูบาอาจารยื ญาติพี่น้องมิตรสหายของ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย สัพพะสัตว์ทั้งหลาย ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี ที่เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี ขอให้ทุกท่านมีแต่ความ
สุข โดยเฉพาะอย่ายิ่งพระสยามเทวาธิราช ขอให้ท่านจงมีความสุข ขอผลานสงส์นี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้า
ทั้งหลายได้อยู่ดีกินดี มีแต่ความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้
ด้วยเทอญฯ สาธุ สาธุ สาธุ...

แผ่เมตตาให้ตนเอง
อะหัง?สุขิโต?โหมิ?ขอให้ข้าพเจ้า?จงมีความสุข
อะหัง?นิททุกโข?โหมิ?ขอให้ข้าพเจ้า จงปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ?ขอให้ข้าพเจ้า?จงปราศจากเวร
อะหัง?อัพยาปัชโฌ โหมิ?ขอให้ข้าพเจ้า จงปราศจากความลำบาก
อะหัง?อะนีโฆ โหมิ?ขอให้ข้าพเจ้า จงปราศจากอุปสรรค
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ?ขอให้ข้าพเจ้า จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยอยู่เย็นเป็นสุขเถิด

คำแผ่เมตตา
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล?บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์?ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
คนเคยรักเคยชังแต่ครั้งไหน?ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ?ขอให้ท่านได้กุศลผลบุญ
อีกปู่ย่าตายายทั้งหลายนั้น?ขอให้ท่านได้กุศลผลอุดหนุน
ทหารตำรวจตรวจแดนไทยจงได้บุญ?ช่วยป้องกันศัตรูไทยได้บุญนี้
สำหรับท่านหมั่นปฎิบัติวิปัสสนา?ขอให้พาได้พบสุขทุกวิธี
ประสบพบนิพพานของญาณมุนี?ในชาตินี้มีมรรคผลทุกคนเทอญ
บุญกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้?จงสำเร็จเป็นปัจจัยไร้ราคี
ให้เลิศล้นทรัพย์ยศปรากฎมี?คำ”ไม่มี”อย่าบังเกิดกับตัวฉัน
ทุกสิ่งสรรพ์พร้อมพูลบุญราศี?คนใจบาปหยาบช้าไร้ปรานี
จงหลีกหนีให้พ้นคนใจมาร?ยามสิ้นบุญข้าน้อยเมื่อคล้อยคลาด
ถ้าประมาทขาดสติมิประสาน?ขอเทวาอารักษ์ชักบันดาล
โปรดประทานสติมั่นแก่ฉันเทอญ.

อสุภภาวนา
อันสรีระนี้?มีกระดูก?300 กว่าท่อน?ชนติดกันด้วยข้อต่อ 180 ข้อยึดกันอยู่ด้วยเอ็น 900 เส้น หุ้นด้วยหนังสด
บางๆ ปิดด้วยผิวอันมีช่องทะลุปรุไป มีมันซึมออกทั้งข้างล่าง ดุจโถมันข้น.ร่างกายนี้ เป็นบ่อนของหมู่หนอน
เป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหลายเป็นแหล่งแห่งทุกขธรรมทั้งหลาย เป็นที่หลั่งออกเนืองๆ แห่งของไม่สะอาดทาง
ปากแผลทั้ง 9 ดุจฝีเรื้อรังที่แตกแล้ว คือ ขี้ตาออกทางตาทั้ง 2 ข้าง ขี้หูออกทางช่องหู น้ำมูกออกทางช่องจมูก
อาหาร น้ำดี เสมหะและเลือดสำรอกออกทางปาก อุจจาระปัสสาวะออกทางทวารเบื้องล่าง ทั้งหยาดเหงื่ออัน
ไม่สะอาดหลั่งออกทางขุมขน 99,000 ขุม ตัวแมลงทั้งหลาย มีแมลงวันหัวเขียวเป็นต้นรุมตอมกัน.

หากบุคคลไม่ปรนนิบัติสรีระนี้ ด้วยกิจมีสีฟัน บ้วนปาก สระหัว อาบน้ำ นุ่งผ้า ห่มผ้าเป็นต้น เป็นคนปล่อยกาย
ตามกำเนิด มีผมหยาบยุ่งเที่ยวไปจะเป็นพระราชาก็ดี เป็นจัณฑาลก็ดี ผู้ใดผู้หนึ่ง ก็หามีความแปลกกันไม่
เพราะความที่มีสรีระปฎิกูลเสมอกัน ก็แต่บุคคลทั้งหลาย ขัดสีมลทินและทำกิจในสรีระนี้ ปกปิดอวัยวะอันจะ
พร่าความอายเสียด้วยผ้านานาพรรณ ลูบไล้ด้วยเครื่องหอมหลายหลากสีประดับด้วยดอกไม้และอาภรณ์?ต่างๆ
ทำให้ถึงซึ่งอาการที่พอจะถือเอาได้ว่าฉันหรือว่าของฉัน แต่นั้น… เขาทั้งหลาย?ก็จำความปฎิกูลน่าเกลียด?อัน
เป็นสภาพแท้จริงของร่างกายนี้ไม่ได้ เพราะถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องอลังการอันเป็นของจรมานี้ พวกบุรุษจึงทำ
ความยินดีในสตรีทั้งหลาย พวกสตรีก็ทำความยินดีในบุรุษทั้งหลายแต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ชื่อว่า แหล่งที่
ควรแก่ความน่าใคร่ในร่างกายนี้แม้สักน้อยหนึ่งก็ไม่มีจริงอย่างนั้น?สัตว์ทั้งหลาย?ย่อมไม่ปรารถนาแม้แต่จะ
แตะต้องด้วยเท้า ย่อมสะอิดสะเอียน เกลียดชัง ซึ่งในส่วนแห่งร่างกาย มีผม ขน น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ปัส
สาวะ เป็นต้น ซึ่งตกไปนอกกายแล้วแต่ว่า?ส่วนใดที่ยังเหลืออยู่ในสรีระนั้น เขาทั้งหลายผู้ถูกความมืด คือ อวิช
ชาหุ้มห่อแล้ว ถูกเครื่องย้อมใจ คือ ตัณหาย้อมเอาแล้ว ก็ยังถือเอาส่วนแห่งร่างกายนั้นๆแม้เป็นของปฎิกูลอย่าง
นี้ ว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนเขาทั้งหลายถืออยู่อย่างนั้น ก็นับว่าถึงความ
เสมอกันกับจิ้งจอกแก่ ซึ่งเห็นต้นทองกวาวในดง สำคัญว่า ตนได้ต้นเนื้อเข้าแล้ว จึงรีบไปตะกรามงับเอาดอกที่
ร่วงหล่นอยู่?รู้ว่านี้ไม่ใช่เนื้อ แต่ก็ยังยึดอยู่ว่า?ที่อยู่บนต้นนั้น เป็นเนื้อ ฉะนั้น ผู้เป็นบัณฑิต พึงถือส่วนแห่งร่าง
กายทั้งที่ตกไปแล้ว?และที่ยังอยู่ในสรีระนี้ว่าป็นปฎิกูล น่าเกลียดเช่นกันเถิด เพราะคนพาลทั้งหลายผู้ถือร่าง
กาย นี้โดยความเป็นของงดงาม แล้วลุ่มหลงอยู่ในร่างกายนั้น มัวกระทำแต่บาป ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้ในกเฬ
วระ คือ อัตภาพประมาณวาหนึ่งนี้ เบื้องบตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา โดยที่สุด รอบๆ ตั้งแต่ หนังเข้าไป เมื่อค้นหาอยู่แม้โดยประการทั้งปวง?ใครๆ?ย่อมไม่พบอะไรๆ คือจะเป็นแก้ว มุกดา?แก้วมณี?
แก้วไพฑูรย์?กฤษณา?จันทร์แดง?การบูรหรือจุณสำหรับอบเป็นต้น?หรือแม้สิ่งที่เป็นของสะอาดสักนิดหนึ่งโดยที่แท้?ย่อม
พบแต่สิ่งที่ไม่สะอาดทั้งสิ้น?อันต่างด้วย?ผม?ขน?เล็บ?ฟัน?หนัง?เนื้อ?เอ็น?กระดูก?เยื่อในกระดูก?ไต?หัวใจ?ตับ?พัง
ผืด?ม้าม?ปอด?ไส้ใหญ่?สายรัดไส้?อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง น้ำดี เสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด เหงื่อ มันข้น
น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร?มีประการต่างๆ อันมีกลิ่นเหม็น น่ารังเกียจอย่างยิ่งกายนี้ไม่สะ
อาด มีกลิ่นเหม็น?ประดุจซากศพ?เปรียบดังหลุมคูถ?เป็นกายที่ผู้มีปัญญาจักษุทั้งหลายติเตียนแล้ว?แต่คนพาลชม
ชอบนัก?กายใดเล่า?มีหนังสด ปิดหุ้มไว้ มีแผลใหญ่ถึง 9 ช่อง?ของสกปรกมีกลิ่นเน่าเหม็น ไหลซึมออกทั่วไป ถ้า
ข้างในของกายนี้?พึงกลับออกมาเป็นข้างนอกไซร้ บุคคลทั้งหลายก็คงต้องถือท่อนไม้ ไว้คอยป้องกันกาและสุนัข
เป็นแน่?!

ท่านทั้งหลาย?จงดูร่างกายอันกระสับกระส่ายไม่สะอาด?เปื่อยเน่านี้จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี?
มีอารมณ์เป็นหนึ่งด้วยอสุภสัญญา ร่างกายนี้ฉันใดร่างกายของท่านก็ฉันนั้น?ร่างกายของท่านฉันใด ร่างกายนี้ก็
ฉันนั้นร่างกายเป็นของเน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป?อันพวกชนพาล ปรารถนากันยิ่งนัก แม้ท่านพิจารณาร่างกาย
นี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืนแทงตลอดแล้ว?จักเห็นด้วยปัญญาของตนได้เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท
ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย จึงเห็นกายนี้?ทั้งกายในและภายนอกตามความเป็นจริง ทีนั้นเราจึงเบื่อหน่ายใน
กายและคลายความกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไรเป็นผู้สงบระงับสนิทแล้วร่างกาย
นี้?เต็มไปด้วยของอากูลและของอันเป็นมลทินต่างๆ มีหลุมคูถใหญ่เป็นที่เกิด เป็นดุจบ่อน้ำครำอันมีมานาน เป็นดุจ
ฝีใหญ่ เป็นดุจแผลใหญ่ เต็มไปด้วยหนองและเลือด เต็มไปด้วยหลุมคูถ มีน้ำไหลออกเป็นนิตย์มีของเน่าไหลออก
ทุกเมื่อ กายอันเปื่อยเน่านี้ รัดรึงด้วยเอ็นใหญ่ 60 เส้น ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทา คือ เนื้อหุ้มห่อด้วยเสื้อคือหนัง
เป็นของหาประโยชน์มิได้ เป็นของสืบต่อกันด้วยร่างกระดูกเกี่ยวร้อยด้วยด้ายคือเส้นเอ็น เปลี่ยนอิริยาบถได้
เพราะมีเครื่องประกอบพร้อมสัตว์ 2 เท้านี้ เป็นสัตว์ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ มีของโส
โครกไหลออกทั่วกาย ต้องบริหารอยู่เป็นนิตย์ ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่ายไม่สะอาด เป็นของเปื่อยเน่า
มีของโสโครกไหลเข้าไหลออกอยู่ อันหมู่คนพาล พากันชื่นชมยิ่งนักร่างกายนี้ เป็นของเน่าเปื่อยไม่สะอาด มีกลิ่น
เหม็นฟุ้งไป เป็นของ น่ากลัว ตัวเป็นดุจกระสอบหนัง อันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดไหลออกอยู่เนืองๆ ร่างกายนี้
เป็นดุจซากศพ อันปฎิกูลอย่างยิ่ง ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่อยู่แห่งหมู่หนอนและเหยื่อเลือดกายนี้ไม่
นานนัก มีวิญญาณไปปราศจากแล้ว หมู่ญาติเกลียดอยู่ ย่อมทิ้งถมป่าช้า เหมือนท่อนไม้ ฉะนั้น มารดาบิดาของ
ตนยังเกลียด พากันนำเอาซากศพนั้น ไปทิ้งเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นในป่าช้า แล้วกลับไปอาบน้ำ จะกล่าวไปใยถึง
ประชุมชนทั่วไปชนทั้งหลาย ยินดีแล้วในกายอันเน่าเปื่อย เป็นซากศพ ไม่มีแก่นสาร อันมีกระดูก มีเอ็นเป็นเครื่อง
ผูกรัด เต็มไปด้วยน้ำลาย น้ำตาและเหงื่อไคล ผู้ใดมาแยกกายนั้น แม้มารดาของตนจะพึงเกลียดบัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวไว้โดยอุบายอันแยบคายว่า ขันธ์ ธาตุ และอายตนะอันปัจจัยปรุงแต่ง มีชาติเป็นมูลเหตุ เป็นทุกข์ ไม่น่าชอบ
ใจเราติเตียนร่างกายอันต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น เป็นฝักฝ่ายแห่งมารชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง 9 ช่อง
เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ เชิญท่าน ดูร่างกายอันมีกระดูก 300 ท่อน ซึ่งมีเอ็นใหญ่น้อย ผูกขึ้น
เป็นโครงตั้งไว้ อันบุญกรรมตกแต่งให้วิจิตร มีแผลทั่วทุกแห่ง กระสับกระส่ายคนโง่เขลาพากันดำริเป็นอันมาก
ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง เธอจงพิจารณาอัตภาพ อันกระดูก 300 ท่อน ยกขึ้นแล้วอันกระสับกระส่ายไม่สะอาด
เป็นของเน่าเปื่อย จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มีอารมณ์เดียว ด้วยอสุภภาวนา อนึ่ง เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตไม่ได้
และบรรเทาซึ่งอนุสัยคือมานะเพราะละมานะเสียได้ แต่นั้น....จักเป็นผู้สงบ.....เที่ยวไป. ท่าน.....จงพิจารณา
กายนี้ อันไม่สะอาด?เปื่อยเน่า มีกลิ่นเหม็น เบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา เราพิ
จารณาอยู่อย่างนี้ถอนราคะทั้งปวงได้แล้ว ตัดความเร่าร้อนขาดแล้ว เป็นผู้มีใจเย็น...ดับสนิทแล้ว จงมาดูอัต
ภาพวิจิตร มีกายเป็นแผล อันคุ้มกันอยู่แล้ว กระสับกระส่ายเป็นที่ดำริของชนเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่น
คง จงมาดูรูปอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล มีกระดูกอันหนังหุ้มห่อไว้ งามพร้อมด้วยผ้าเท่าที่ย้อมด้วยสี
แดงสด หน้าที่ไล้ด้วยจุณ พอที่จะหลอกคนโง่ให้หลงได้ แต่จะหลอกคน ผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพานนั้น...ไม่ได้.
ผมที่แต่งงาม ตาที่เยิ้มด้วยยาหยอด กายเน่า..อันประดับด้วยเครื่องอลังการ ประดุจทะนานยาหยอดอันใหม่วิ
จิตร พอจะหลอกคนโง่ให้หลงได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพานนั้น....ไม่ได้?ท่าน....เป็นดั่งพรานเนื้อ
วางบ่วงไว้?แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อพรานเนื้อกำลังคร่ำครวญอยู่เรากินแต่อาหารแล้วก็ไปนรชนผู้ยังคลุกคลีอยู่
ในกาม เป็นผู้ตระเตรียมไปสู่ความตายเป็นนิตย์เป็นผู้ตั้งอยู่ในที่ใกล้มัจจุราช จักต้องทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้เอง
กาย....อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว?ถูกรัดไว้ด้วยเครื่องหุ้มห่อ 4 ประการจมอยู่ในห้วงน้ำคือกิเลส ปกคลุมไว้ด้วยข่าย
คือกิเลส อันนอนเนื่องอยู่ในสันดานประกอบแล้ว?ในนิวรณ์ 5 เพียบพร้อมด้วยวิตก ประกอบด้วยวิตก?ประกอบ
ด้วยรากเหง้าแห่งภพ คือตัณหา ปกปิดด้วยเครื่องปกปิด คือโมหะ หมุนไปด้วยเครื่องหมุน คือกรรม. ร่างกาย
นี้ ย่อมมีสมบัติและวิบัติเป็นของคู่กัน มีความเป็นต่างๆเป็นธรรมดา ปุถุชนคนพาลเหล่าใด มายึดถือร่างกายนี้
ว่า เป็นของเรา ย่อมยังสงสาร อันน่ากลัวให้เจริญ ปุถุชนเหล่านั้น ย่อมถือเอาภพใหม่อีกกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต
เหล่าใด ละเว้นร่างกายนี้ อันฉาบทาแล้วด้วยคูถดังบุรุษผู้ประสงค์ความสุข อยากมีชีวิตอยู่ เห็นอสรพิษแล้ว
หลีกหนีไปฉะนั้นกุลบุตรเหล่านั้น?ละอวิชชาอันเป็นรากเหง้าแห่งภพแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะจักนิพพานกายของ
ตนนี้เป็นอย่างไร? เมื่อปุถุชนไม่รู้กายของตนนั้น ตามความเป็นจริงความสำคัญผิดทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นในกาย
ของตน กายของตนนี้น่าเกลียด มีการแตกไปเป็นธรรมดา?เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ คนพาล....เมื่อยึดถือกายนั้นโดย
เป็นข้าศึกต่อความเป็นจริง ชื่อว่า ย่อมยึดถือความสำคัญผิดเมื่อปุถุชนพิจารณาเห็นกายของตน?โดยความเป็น
ของงามและโดยความเป็นสุขย่อมมีความสำคัญผิดด้วยตัณหา?เหมือนการสำคัญผิดในไฟของแมลงเม่า ฉะ
นั้นเมื่อปุถุชนยึดนิจจสัญญ?เห็นสมบัติแห่งกายของตนนั้น เขาย่อมมีความสำคัญผิดด้วยอำนาจมานะ เหมือน
สุนัขเห็นคูถแล้ว เกิดสุภสัญญาในคูถ ฉะนั้น เมื่อปุถุชนพิจารณาเห็นกายของตนนั้นว่าเป็นอัตตา เนื่องในอัตตา
ไม่เข้าใจตามความเป็นจริง ย่อมมีความสำคัญด้วยทิฎฐิ?เหมือนคนสำคัญรูปในกระจก ฉะนั้น ก็คำว่า ความ
สำคัญ นี้ เป็นคำที่ละเอียด เป็นเครื่องผูกของมาร หย่อนแต่แก้ได้ยาก เพราะเป็นเครื่องผุกที่ปุถุชนไว้ ปุถุชน
แม้จะพยายามดิ้นรนโดยวิธีต่างๆ มากมาย ก็ไม่ล่วงพ้นกายของตนไปได้ ย่อมถูกกายของตนนั้นผูกรัดไว้อย่าง
แน่นหนา เหมือนสุนัขที่ถูกล่ามโซ่ไว้ที่หลักอันมั่น ซึ่งเขาตอกไว้อย่างดี คนทั้งหลายมัวหมกมุ่นอยู่ในกายของ
ตน ย่อมเดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์ ด้วยชาติชราและทุกข์ มีโรคเป็นต้น เหมือนปลาติดเบ็ด ฉะนั้นเราจึงขอกล่าว
กะท่านผู้เจริยทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงพิจารณากายของตนที่สวยงาม ให้เห็นว่า ไม่น่าชอบใจ ไม่งาม
มีอันแตกไปเป็นธรรมดาและไม่ใช่อัตตา เพราะกายของตนนี้นั้นมีสภาพอย่างนี้ ผู้รู้พิจารณาเห็นกายนี้ อย่าง
นี้อยู่ ละความสำคัญผิดทั้งหมดเสียได้ ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้

อัมพปาลีเถรีคาถา
แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้ามีสีดำเหมือนสีแมลงภู่ มีปลายผมงอน เดี๋ยวนี้ผมเหล่านั้น กลายเป็นเสมือนป่านปอเ
พราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น (เพราะตรัสไว้ว่า รูปทั้งปวงไม่
เที่ยงถูกชราครอบงำ ฯ)

แต่ก่อน?มวยผมของข้าพเจ้าเต็มด้วยดอกไม้หอมกรุ่น เหมือนผอบที่อบกลิ่น เดี๋ยวนี้ผมนั้นมีกลิ่นเหมือนขน
แกะเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวที ไม่มีแปรเป็นอื่น
แต่ก่อน?ผมของข้าพเจ้าดก งามด้วยปลายผมที่รวบไว้ด้วยหวีและเข็มเสียบเหมือนป่าไม้ทึบที่ปลูกไว้เป็น
ระเบียบ เดี๋ยวนี้ผมนั้นบางลงๆ ในที่นั้นๆ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวา
ที ไม่มีแปรเป็นอื่น
แต่ก่อน?มวยผมดำประดับทอง ประดับด้วยช้องผมอย่างดี?สวยงามเดี๋ยวนี้มวยผมนั้น ก้ร่วงเปลี่ยนไปทั้ง
ศรีษะเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น
แต่ก่อน คิ้วของข้าพเจ้าสวยงาม?คล้ายรอยเขียน ที่จิตรกรบรรจงเขียนไว้ เดี๋ยวนี้กลายเป็นห้อยย่นลงเพราะ
ชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?ดวงตาทั้งคู่ของข้าพเจ้าดำขลับ?มีประกายงาม คล้ายแหวนมณี เดี๋ยวนี้ถูกชราทำลายเสียแล้วจึงไม่
งาม พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่แปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?เมื่อวัยสาว จมูกของข้าพเจ้าโด่งงามเหมือนเกลียวหรดาลเดี๋ยวนี้กลับเหี่ยวแฟบเพราะชรา พระดำ
รัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?ใบหูทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เหมือนตุ้มหูที่ช่างทำอย่างประณีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้
กลับย่นย้อยเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?ฟันของข้าพเจ้าสวยงาม เหมือนหน่อตูมของต้นกล้วย เดี๋ยวนี้กลับหักดำเพราะชรา พระดำรัสของ
พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน ข้าพเจ้าพูดเสียงไพเราะ เหมือนนกดุเหว่าที่มีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ ในป่าใหญ่ ส่งเสียงไพเราะ
เดี๋ยวนี้คำพูดของข้าพเจ้า ก็พูดพลาดเพี้ยนไปในที่นั้นๆเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้
ทรงเป็นสัจจวที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?คอของข้าพเจ้าสวยงาม กลมเกลี้ยงเหมือนสังข์ขัด เกลี้ยงเกลาดีแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นงุ้มค้อมลง
เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?แขนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบเสมือนไม้กลอน กลมกลึง เดี๋ยวนี้กลายเป็นลีบเหมือนกิ่งแค
คดเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?มือทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม ประดับด้วยแหวนทอง งามระยับ เดี๋ยวนี้กลายเป็นเสมือนเหง้ามัน
เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน?ถันทั้งสองของข้าพเจ้าอวบอัดกลมกลึง ตั้งประชิดกัน ทั้งงอนสล้างงาม เดี๋ยวนี้กลายเป็นหย่อนยาน
เหมือนถุงหนังที่ไม่มีน้ำเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน กายของข้าพเจ้าเกลี้ยงเกลา ดังแผ่นทองสวยงาม เดี๋ยวนี้กลายเป็นสะพรั่งด้วยเส็นเอ็นอันละเอียด
เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน ขาอ่อนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบเหมือนงวงช้างเดี๋ยวนี้กลายเป็นเสมือนข้อไม้ไผ่เพราะ
ชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน แข้งทั้งสองของข้าพเจ้าประดับด้วยกำไลทอง เกลี้ยงเกลาสวยงาม เดี๋ยวนี้กลายเป็นเหมือนต้นงา
ขาดเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
แต่ก่อน เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเหมือนรองเท้าหุ้มปุยนุ่น เดี๋ยวนี้แตกเป็นริ้วรอยเพราะชรา พระดำ
รัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.
เดี๋ยวนี้?ร่างกายนี้เป็นเช่นนี้ คร่ำคร่า เป็นแหล่งที่อยู่ทุกข์เป็นอันมากปราศจากเครื่องลูบไล้ เป็นเรือนชรา
พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจจวาที ไม่มีแปรเป็นอื่น.

การปฎิบัติธรรม
การปฎิบัติธรรม คือ การปฎิบัติให้ดี ให้ชอบ ให้ถูกต้อง เช่น การปฎิบัติต่อ พ่อ แม่ ครู อาจารย์ สามี ภรรยา
ลูก ญาติ เพื่อน ต่อการงาน ต่อสังคมและประเทศชาติดังนั้น การปฎิบัติธรรม จึงไม่ได้หมายความถึง?การ
ต้องนั่งหลับตา หรือลืมตา แต่หมายถึง การปฎิบัติให้ดีและให้ถูกต้องในทำนองคลองธรรม ทั้งคดีโลกและ
คดีธรรม การปฎิบัติธรรมให้เกิดเป็นให้เกิดเป็นสมาธิ?อาศัยหลัก?3?ประการ

วิริยะ?ความเพียร?ความพยายาม ความหมั่น พยายามฝึกฝนอบรมตนบ่อยๆ และนานๆ ขจัด “โกสัชชะ”
ได้แก่ “ความเกียจคร้าน”ออกจากจิต

ขันติ?ความอดทน ทนต่อทุกขเวทนาต่างๆ อันเกิดกับร่างกาย-จิตใจ เช่น ความร้อน หนาว กระหาย ปวด
เมื่อยต่างๆ เมื่ออดทนได้นานจนจิตใจสงบลง ก็จะเกิดปิติและสุขโดยลำดับ

สัจจะ?ความจริงใจ ต่อตนเอง และต่อการงานที่กระทำมีสัจจะมั่นคงในการเอาชนะข้าศึกของความสงบ
ต่างๆ ดังพุทธาภาษิตว่า

“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
สมาธิเป็นบ่อเกิดของความสุขก็จริง แต่สมาธิก็ไม่ทำให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ถ้ายังขาดปัญญาที่เป็น
สัมมาทิฎิฐิ

ธรรม?คือ?ธรรมชาติ
ธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นสัจจะธรรมที่เกี่ยวกับมนุษย์และสัตว์ เพื่อให้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ สร้างในความ
ดี ทำสิ่งที่ถูกต้อง ละความชั่ว ตัณหาและกิเลสทั้งปวง ความสำคัญของธรรมะอยู่ที่จิต จิตเป็นใหญ่จิตเป็น
ประธาน จิตเป็นหน้า เมื่อเรามีสติสามารถควบคุมจิตให้อยู่ในกรอบที่ดีก็คือ เสมือนหนึ่งเราได้รักษาธรรมะ
เกือบสำเร็จไปแล้ว และต้องละเว้น ความโลภ โกรธ หลง?ให้หมดด้วย ต้องระวังอย่างเข้มงวด พวกประตู
ของตัวสร้างบาป มี 6 ทาง คือ ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ ดังจะรู้ได้จากการกระทำหรือสังเกตได้ดัง
ต่อไปนี้

หู ฟังเสียงที่ไพเระและนึกชอบ ทำให้เกิดกิเลส และตัณหา
ตา มองแต่สิ่งที่สวยงามและนึกชอบ ทำให้เกิดกิเลส และตัณหา
จมูก ดมกลิ่นที่หอมและนึกชอบ ทำให้เกิดกิเลสและตัณหา
ลิ้น?สัมผัสรสอาหารที่อร่อย และนึกชอบ ทำให้เกิดกิเลส และตัณหา
กาย มีการสัมผัสและนึกคิดแล้วหลงใหล ทำให้เกิดกิเลส และตัณหา
ใจ นึกชอบในสิ่งที่ดี และไม่ดี ทำให้เกิดกิเลส และตัณหา

ประตูสร้างตัณหาทั้ง 6 นี้ ถ้าเราสามารถรู้ทุกขณะจิต (มีสติสัมปชัญญะ) ทุกขณะจิตของการกระทำ และ
ตัดสินด้วยสติไม่ใช้อารมณ์ในทางที่ดี และไม่ปฎิบัติชั่ว ละโมหะ โทสะ ด้วย ก็จะเป็นสาเหตุให้เราเข้าสู่
จิตสงบ มีสมาธิที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องไปบวช หรือเข้าธุดงค์กรรมตามสถานที่ต่างๆ

การนั่งสมาธิ
หลังจากสวดมนต์เรียบร้อยแล้ว ควรฝึกจิตให้สงบ เพื่อความผาสุกของตนเอง โดยการฝึกสมาธิกรรมฐาน
เพื่อจะได้มีความเจริญความแข็งแรงอายุยืนปราศจากโรคภัยอันตรายใดๆ ทั้งมวล โดยการนั่งในท่าขัด
สมาธิ ตัวตรง หน้าตรง เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับซ้าย หัวแม่มือชนกัน?นั่งหลับตาตามสบาย ไม่
ต้องเกรงตัวเหมือนกำลังพักผ่อน (สตรีจะนั่งพับเพียบแทนหรือนั่งบนเก้าอี้ หรือเอนกายนอนบนตียงก็ได้
สุดแต่สะดวก แต่ท่านั่งสมาธิตัวตรงจะดีที่สุด) แล้วกำหนดลมหายใจเข้าออกด้วยคำสวดภาวนาว่าพุทโธ
หายใจเข้าสวด “พุท” หายใจออกสวด “โธ” ใช้เวลาฝึกวันแรกเพียง 10-15 นาที แล้ววันต่อๆไปเพิ่มขึ้น
เป็นวันละ 20-30 นาที จนถึงวันละ 1 ชั่วโมง เป็นประจำทุกวัน เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเอง และได้
มหากุศล พร้อมด้วยจตุพร 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นที่รักใคร่ของมวลมนุษย์ เทวดาและ
เทพ ภยันตราย ทั้งหลาย ไม่อาจทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตได้ เมื่อตายแล้วจะไปสู่สวรรค์การปฎิบัติ
นั่งสมาธิ?ไม่จำเป็นต้องปฎิบัติอย่างเค่รงเครียด เอาจริงเอาจังจนเกินไป หรืออ่อนเกินไป ควรทำใจให้
สบายๆ ปฎิบัติสม่ำเสมอ จะเวลาเช้า เย็น หรือค่ำ สุดแต่ความสะดวกของตนเอง ก่อนจะเลิกฝึกทุกครั้ง
ต้องแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผีสางเทวดาทั้งหลายจงมีสุข ขอให้พ้นทุกข์และอย่าเบียดเบียนและ
จองเวรต่อกันเลย

สิ่งที่จำเป็นต้องถือปฎิบัติคือ
ต้องมีศีล 5 และถือให้เคร่ง จะขาดข้อหนึ่งข้อใดไม่ได้
ต้องหมั่นแจกทานทำบุญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมี
หมั่นภาวนานั่งสมาธิ เพื่อจะได้เกิดปัญญารู้บุญ รู้บาป
ข้อดังกล่าวหากปฎิบัติ ก็จะได้ช่วยแก้โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นกิเลสที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์

อานิสงส์ผู้มีจิตเมตตา
1. สุขัง สุปะติ?หลับอยู่ก็เป็นสุขสบาย
2. สุขัง ปะฎิพุชฌะติ?ตื่นขึ้นก็ป็นสุขสบาย
3. นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ?ไม่ฝันร้าย
4. มะนะสสานัง ปิโย โหติ?เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
5. อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ?เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
6. เทวะตา รักขันติ?เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา
7. นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศัตราก็ดี ทำอันตรายไม่ได้
8. ตุวะฎัง จิตตัง สะมาธิยะติจิตย่อมเป็นสมาธิได้รวดเร็ว
9. มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติผิวหน้าย่อมผ่องใส
10. อะสัมมุฬโห กำลัง กะโรติ เป็นผู้ไม่ลุ่มหลงทำกาลกิริยา
11.อุตตะริง อัปปะฎิวิชฌันโต พรัหมะ โลกูปะโค โหติ?เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษอันยิ่งๆ ขึ้นไป ย่อมเป็น
ผู้เข้าถึงพรหมโลก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ 4 ประการ คือ
ทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆเพราะเป็นเหตุทนได้ยาก
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา
นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ดับตัณหาได้หมดสิ้น
มรรค คือ ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรคมีองค์ 8

ทางสายกลาง หรือมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้ว
1.สัมมาทิฎฐิ?ความเห็นชอบ คือ เห็นว่าความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่และความตายเป็นทุกข์ การ
พลัดพรากจากสิ่งที่รักการประสบสิ่งที่ไม่รักปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง สิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ ถึงแม้จะ
มีเงิน มีชื่อเสียง มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวก็ตาม
ตราบใดที่ยังเอาชนะความคิดดี หรือชั่วไม่ได้ ควบคุมบังคับไม่ได้ ปัดให้ออกจากตัวไปทันทีไม่ได้
ย่อมจะต้องมีทุกข์อยู่เสมอ
2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือคิดออกจากกามไม่คิดพยาบาทคือคิดที่จะกำจัดความโกรธ และ
ความโกรธให้หมด ไปจากสันดาน และคิดที่จะไม่เบียดเบียนใคร
3. สัมมาวาจา วาจาชอบ มีความหมายอยู่ 4 อย่าง คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และ
ไม่พูดเพ้อเจ้อ
4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ มีความหมายอยู่ 3 อย่าง คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึง การประกอบ อาชีพแต่ในทางสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล
ธรรม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และจะประกอบแต่อาชีพเฉพาะที่ เหมาะแก่ภาวะหรือฐานะของตน
สมมุติว่าเป็นข้าราชการก็จะไม่ทำอะไรให้ผิดไปจากหน้าที่ของตน และไม่ทำอะไรชนิดที่จะก่อให้
เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและคนส่วนใหญ่อย่างนี้เป็นต้น
6. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือความชั่วอันใด หรืออกุศลธรรมอันใดที่ยังไม่ได้ละ ก็พยายามละ
อันไหนที่ละได้แล้วก็พยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีกส่วนกุศลธรรมอันใดที่ยังไม่ได้ทำให้มีให้เป็นขึ้น ก็
พยายามทำให้เป็นขึ้นอันไหนที่มีอยู่แล้ว ก็ทำให้เจริญยิ่งขึ้น
7. สัมมาสติ ระลึกชอบ มีความหมายกว้างมาก แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็คือพยายามให้มีสติอยู่กับ
ตัวเสมอ พยายามที่จะฝึกแต่ในแง่ที่จะทำให้กิเลสน้อยหรือเบาบางไปโดยลำดับ ผู้ที่มีสัมมาสติก็
คือ?ผู้ที่ปฎิบัติอยู่ในสติปัฏฐาน 4
8. สัมมาสมาธิ สมาธิชอบ (ตั้งใจมั่นชอบ) หมายถึง การเข้าสมาธิที่เป็นไปเพื่อการละนิวรณ์โดยตรง
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง สัมมาสมาธิก็คือ ฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป

คำเตือน
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาโลกนี้ เหมือนปลาที่ว่ายในตู้ ว่ายวนเวียนไปมาไม่รู้จบ จะไม่สามารถหลุดพ้นจาก
ตู้ได้ นอกจากความตายหรือหลุมศพนั่นเอง มนุษย์ทุกชีวิตต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของแน่นอนที่สุด
แล้วทำไมจึงต้องมากลั่นแกล้งกัน ทะเลาะกัน?เกลียดชังกัน อิจฉาริษยากันเพื่ออะไร ทำไมไม่อภัยซึ่งกัน
และกัน ทำให้เกิดความสุขจิตจะได้สงบ ไม่กลุ้มใจ ทำให้ประสาทไม่ตึงเครียด ดังนั้นเรามาร่วมกันหัน
หน้าเข้าหาธรรมะ เพื่อจะได้มีจิตสงบ สบายคลายทุกข์และจะได้ละ โลภ โกรธ หลง เพื่อตัดกิเลสพวก
อยากดัง อยากเด่น อยากสวย อยากรวย อยากได้เกียรติยศ ล้วนแต่เมื่อได้แล้วไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป เมื่อ
ได้แล้วถึงเวลาก็เสื่อมได้เช่นกัน ดังนั้นจงปลงเสียเถิดแล้วจะอยู่อย่างสุขสบาย โดยรีบสร้างความดีตั้ง
แต่วันนี้ พรุ่งนี้อาจไม่มีเวลาทำ.....

เรียน?เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เวลาท่านไปรดน้ำศพ?เคยคิดบ้างไหมว่า คนที่ตายไปแล้วแบมือให้เรารดน้ำ มีความหมายว่า ตัวเขา
เองจะมีฐานะเป็นเศรษฐี?เป็นผู้มีเกียรติสูงส่ง มีตำแหน่งสูงศักดิ์ หรือเป็นยาจกข้างถนน เมื่อตายไป
แล้วไม่สามารถที่จะทำทรัพย์สิน เงินทอง ตึกรามบ้านช่องอันโอฬารติดตัวไปได้ มีแต่มือเปล่าๆ ที่
เหลืออยู่ ดั่งที่เรารดน้ำในมือคนตาย ท่านทราบไหมว่า สิ่งที่จะติดตัวไปได้เมื่อตายแล้วมีอยู่?2?ทาง
1.?ทางบุญ – ขึ้นสวรรค์ ( ผลกรรมดีที่เคยทำไว้)
2. ทางบาป – ลงนรก (ผลกรรมชั่วที่ทำไว้)

ดังนั้นเราจงหมั่นสร้างกุศล ผลบุญต่างๆ เพื่อเป็นสัมภาระ ให้เราติดตัวนำไปใช้บนสวรรค์?อย่ามัว
แต่โง่สร้างบาป สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นเบียดเบียนตัวเอง สะสมทรัพย์เงินทองที่ดินตึกแถวมาก
มายโดยไม่สร้างกุศลเลยเมื่อพระสวดพระอภิธรรมแล้วมีการกรวดน้ำ จงเริ่มเทน้ำใส่ภาชนะ ที่รอง
รับ เมื่อพระขึ้นต้นด้วย ยะถา วารี วะหา........ก็ริน ไปเรื่อยๆ อย่าให้ขาดสาย และตั้งจิตอธิษฐานแผ่
ส่วนบุญให้แก่........ และไม่ต้องเอานิ้วมือไปรองน้ำ เพราะจะทำให้น้ำสกปรกไม่บริสุทธิ์ พระสวด
พอถึงคำว่า มะฌิ โชติ ระโส ยะถา?จงเทน้ำลงขันรองให้หมดแล้วนั่งประนมมือรับพรพระจนจบ
แล้วนำน้ำในขันที่รองไปเทใต้ต้นไม้โดยอย่าให้คนเหยียบข้ามเด็ดขาด

วิญญาณมีจริงหรือ?
เรื่องวิญญาณหรือเรื่องผีปีศาจนั้น เป็นเรื่องที่มนุษย์เราต่างถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดว่ามีจริงหรือไม่
ต่างเหล่า ต่างหมู่ต่างลัทธิ ต่างก็แสดงความเห็นไปคนละอย่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเป็น
ประการสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์และทดสอบได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดใน
ปัจจุบันนี้นอกจากท่านจะประสบพบวิญญาณนั้นๆ ด้วยตนเองจึงจะรู้แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า
วิญญาณมีจริง เมื่อร่างกายเน่าเปื่อยสลายไปแล้ว วิญญาณยังคงอยู่ต่อไปเพื่อชดใช้กรรมตามที่ทำ
ไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และวิญญาณนั้นก็จะอยู่ต่อไปเพื่อชดใช้กรรมตามที่ทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต
อยู่ และวิญญาณนั้นก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ไม่จบ สิ้นจนเป็นสังสารวัฎ วิธีที่ดีที่สุดเมื่อเราพบวิญ
ญาณหรือจะเป็นผีปีศาจ จงอย่านึกว่าเขาจะมาทำร้ายเรา เขาอาจจะแสดงตัวในอีกมิติหนึ่ง เขาไม่
ได้มาทำร้ายเราหรอก เขาอยากมา บอกเราเพราะเห็นเราเป็นคนใจบุญก็มาขอส่วนบุญกุศลเพื่อเขา
จะได้พ้นบาป พ้นเคราะห์พ้นกรรม ถ้าเราเมตตาเขาแล้วทำบุญอะไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใส่บาตร
พระแล้วจงกรวดน้ำอะไรก็ได้ที่เป็นบุญ บุญคือความดี เราก็แผ่ส่วนกุศลไปให้เขาขอให้เขาได้รับ
ผลกรรมดี ขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ วิญญาณนั้นจะหายไปแล้วกลับ
ขอบใจเรา