TOP

ลิงค์วัดต่างๆ
วัดท่าการ้อง
วัดประดู่ทรงธรรม
โทรทัศน์
ช่อง 3 ช่อง 5
ช่อง 7 ช่อง 9
ช่อง 11 ช่อง ITV
UBC Nation
โทรศัพท์
GSM 1-2-Call
DTAC Dprompt
Orange Hutch
True TOT
ส่งข้อความ
MobileQ 152
GSM DTAC
ข่าว/หนังสือพิมพ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
กระแสหุ้น
ข่าวสด
คม ชัด ลึก
ฐานเศรษฐกิจ
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
ไทยรัฐ
แนวหน้า
บ้านเมือง
ประชาชาติธุรกิจ
ผู้จัดการ
มติชน
สยามกีฬา
สยามธุรกิจ
สยามรัฐ
Bangkok Post
INN




โปรแกรมไหว้พระมหามงคลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๙ วัด
รายละเอียดโปรแกรมที่ ๔



๑ วัดโคก
"ปัดเป่าโรคภัย เสริมสร้างบารมี เพิ่มพูนโชคลาภ"

จากประวัติทีพอสืบได้ว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายประมาณ พ.ศ.๒๒๙๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ ได้เป็นที่บำเพ็ญบุญกุศลของศาสนิกชนสืบมา ภายในวัดโคกมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถึงสี่แห่ง คือ หลวงพ่อเกศแก้วพิกุลทอง พระประธานในอุโบสถ ในเศียรหลวงพ่อมีน้ำมนต์ศัดิ์สิทธิ์อยู่ในเศียรท่าน มีชาวบ้านเคารพนับถือมาขอน้ำมนต์ไปรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ เชื่อว่าช่วยบัดเป่าโรคภัย และนำความสุขความสำเร็จมาให้ หลวงพ่อนาค เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อายุนับพันปี ซึ่งเคยถูกโจรมมาหลายครั้งแต่ก็ได้กลับคืนมาทุกครั้ง เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ มีผู้มากราบไหว้อธิษฐาน บนบานขอโชคลาภ อีกทั้งยังมีศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดกลางถนน ชาวบ้านทั้งใกล้และไกลมากราบไหว้ขอพรเรื่องโชคลาภ และการทำมาหากิน และแห่งสุดท้ายศาลปู่เจ้าภูมิวัดโคก อยู่ใกล้ๆ กับกำแพงด้านทิศใต้ของโบสถ์
มหามงคล
ปัดเป่าโรคภัย ความสำเร็จ โชคลาภ ขจัดทุกข์ร้อน



๒ วัดภูเขาทอง
"สักการะบูชา พระนเรศวรมหาราช
ชมความงามเมืองกรุงศรี ณ เจดีย์ภูเขาทอง"

วัดอยู่ด้านหลังของสวนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเจดีย์ภูเขาทองเป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพระอุโบสถมีพระประฐานสมัยเชียงแสน และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายใน จากหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่าสมเด็จพระราเมศวร ทรงสร้างเมื่อ ปี่ พ.ศ.๑๙๓๐ เมื่อบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒ ได้สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองขึ้นไว้เป็นที่ระลึก ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดให้ซ่อมองค์พระเจดีย์ตอนบนเป็นแบบไทย พร้อมๆ กันกับการบูรณะวัด ขณะนี้จึงปรากฏว่าฝีมือช่างมอญเดิมเหลือเพียงรากฐาน ทักษิณสูงขึ้นไปเป็นพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองฝีมือช่างไทย
มหามงคล
ปัดเป่าโรคภัย ความสำเร็จ โชคลาภ ขจัดทุกข์ร้อน


๓ วัดราชประดิษฐาน
"วัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์"

วัดราชประดิษฐาน อยู่ริมคลองประข้าวเปลือก ฝั่งตะวันตก ถนนอู่ทอง ตำบลหัวรอ อำเภอพระนคร ศรีอยุธยา วัดนี้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เป็น วัดที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ครั้งดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเฑียรราชทรงผนวชอยู่ และเมื่อก่อนเสีย กรุงฯ ใน พ.ศ. 2310 พระเจ้าอุทุมพรกรมขุนพร พินิต (ขุนหลวงหาวัด) ซึ่งทรงผนวชอยู่ ณ วัด ประดู่โรงธรรม นอกพระนครก็ได้เสด็จมาประทับ อยู่ ณ วัดนี้ จวบจนกระทั้งเสียกรุงฯ แล้ว จึงถูกพม่า เชิญไปยังประเทศพม่าด้วย ที่วัดนี้มีสิ่งที่ควรทราบอยู่อย่างหนึ่งคือ ที่ผนัง พระอุโบสถเก่าของวัดนี้มีภาพเขียนสมัยอยุธยา เป็นรูปภาพสมัยครั้งคนไว้ผมยาว พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เคยเสด็จพระ ราชดำเนินมาทรงทอดพระเนตร และโปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนรชสีหวิกรมถ่ายอย่างภาพนั้นไว้ ใน รัชกาลที่ 5 แรกเสวยราชย์ก็เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรภาพเขียนดังกล่าวนี้ถึง 2 ครั้ง ปัจจุบันปรากฏว่ารูปภาพลบเลือนไปหมด เพราะ พระอุโบสถไม่มีหลังคา และพระอุโบสถหลังนี้ ทางวัดได้รื้อถอนเมื่อ พ.ศ. 2507 เพื่อสร้าง พระอุโบสถใหม่ ในปัจจุบันได้รวม "วัดท่าทราย" (ร้าง) ซึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระบรมโกศเป็นที่อยู่ ของพระมหานาค ผู้รจนา "ปุณโณวาทคำฉันท์" อันมีชื่อเสียงอยู่ในวงวรรณคดีทุกวันนี้ เข้าเป็น วัดเดียวกันด้วย เรียกว่า "คณะท่าทราย
มหามงคล
เสริมสร้างบารมี เจริญรุ่งเรือง

 


๔ วัดท่าการ้อง
"สักการะหลวงพ่อยิ้มหรือพระพุทธรัตนมงคล
ชมศิลปะโบราณ ลวดลายวิจิตร"

ที่ตั้งวัดอยู่ใกล้กับวัดธรรมาราม เป็นที่ราบติดแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง อาคารเสนาสนะต่างๆ มีพระอุโบสถกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๒ เมตร อายุ ๓๗๒ บูรณะเมื่อ ปี
๒๕๐๘ โครงสร้างก่ออิฐถือปูน หน้าบันและบายเครื่องบนเป็นไม้จำหลัก ซุ้มประตูหน้าต่างประ
ดับลายปูนปั้น บานประตูเขียนลวดลายรถน้ำรูปเสี้ยวกางประทับยืนบนหลังสิงห์โตจีน ช่องลมระ
เบียงด้านหน้าอุโปสถประดับเครื่องเคลือบเขียวมีกำแพงแก้วล้อมรอบอุโบสถ รูปแบบสถาปัตย
กรรมศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น ศาลาการเปรียญกล้างเป็นอาคารทรงไทยไม้สัก นอกจากนี้ยัง
มีกุฏิสงฆ์หอระฆมังทรง ๘ เหลี่ยม ๒ ชั้น ศาลาท่าน้ำ แจดีย์รายหน้าพระอุโบสถมีพระประฐาน
สมัยอยุธยาที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมากคือ หลวงพ่อรัตนมงคล หรือ
(หลวงพ่อยิ้ม) วัดท่าการ้อง เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นก่อนในปี พ.ศ. ใด (มาแล้วต้องมาอีก) ลิงค์ของวัด
มหามงคล
การบูชาพระรัตนตรัย ขอพรหลวงพ่อยิ้ม



๕ วัดสามวิหาร
"นมัสการพระนอนองค์ใหญ่ ขอพรหลวงพ่อขาว
หลวงพ่อโต เสริมมงคลชีวิต

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรืออาจก่อนนั้นประมาณ พ.ศ. ๑๙๒๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๐ เดิมชื่อว่า "วัดสามพิหาร"ต่อมาภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดสามวิหาร" เนื่องจากเดิมั้นมี ๓ วิหาร คือ วิหารพระนอน วิหารพระนั่ง และวิหารพระยืน ปัจจุบันเหลืออยู่ ๒ วิหาร คือ วิหารพระนอนและวิหารพระนั่งเท่านั้น วัดสามวิหาร มีดบราญวัตถุและโบราณสถานซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถาน ดังนี้ พระพุทธไสยาสน์(พระนอน) พระพุทธรูปปูนปั้นแบบสุโขทัย พระพักตร์หน้านาง ยาว ๒๐.๙๐ เมตร อายุกว่า ๖๐๐ ปี หลวงพ่อขาว เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น หน้าตักกล้าง ๔.๖ เมตร เจดีย์ใหญ่ทรงลังกา สูงประมาณ ๔๐ เมตร ได้รับการบูรณะเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อโตอยู่ในอุโบสถ หน้าตักกล้าง ๓.๖ เมตร มีเสมาหินสลักขนาดใหญ่ ๑๗ ใบ และศาลเสด็จเจ้าพ่อสมศักดิ์ตั้งงอยู่ริมถนนใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ วัดสามวิหารกำลังพัฒนาให้เป็นที่ท่องเทียวอีกวัดหนึ่ง
มหามงคล
เมตตามหานิยม



๖ วิหารพระมงคลบพิตร
"กราบองค์พระมงคลบพิตร ตั้จิตศรัทธา
สักการะบูชา อยุธยาพระศรีนคร"

วิหารพระมคลบพิตร ภายในประดิษฐานพระมงคลบพิตรหรือ หลวงพ่อมงคลบพิตรพระคู่บ้านคู่
เมืองของอยุธยา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นบุสำริด ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ลงรักิดทองก่ออิฐเป็น
แกนหน้าตักกว้าง ๔ วาเศษ สร้างขึ้นในสมัยพระไชยราชาธิราช เดิมอยู่ทางทิศตะวันออกนอก
พระราชวังหลวง ตรงบริเวณที่เคยเป็นวัดชีเชียง พระเจ้าทรงธรรมโปรดให้ชะลอมาไว้ทางด้าน
ตะวันตก สถานที่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบัน และโปรดให้สร้างมณฑปสวมไว้ ต่อมาในแผ่น
ดินสมเด็จพระเจ้าเสือเกิดฟ้าผ่ายอดมณฑปพระมงคลบพิตรเศียรพระพุทธรูปหักลง จึงทรง
พระกรุณาโปรดฯให้รื้อมณฑปสร้างใหม่แปลงเป็นพระวิหารแทนจนพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง วิหารพระมงคลบพิตรถูกเผาทำลายในคราวเสียกรุง เมื่อ
ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระยาดบราณราชธานินทร์สมุทเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า
ได้ทำการบูรณะต่อพระกรขวาและพระเมาฬี ปัจจุบันองค์พระมงคลบพิตรได้รับการบูรณะปิด
ทองสวยงามเป็นสง่าโดยมูลนิธิวิหารมงคล จึงนับได้ว่าพระมงคลบพิตร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และ
สิริมงคลที่สำคัญของอยุธยา
มหามงคล
เมตตามหานิยม สิริมงคลทุกด้าน



๗ วัดศาลาปูนวรวิหาร
"นมัสการหลวงพ่อสวัสดิ์ ชมวัดสงบใจ
หอไตรโบราณ ตระการพื้นถ่อนพิพิธภัณฑ์"

มีฐานะเป็นพระอารามหลวงสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธนี ได้รับการบูรณะปฏิ
สังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชการลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลที่สำคัญภาย
ในวัดศาลาปูน คือพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา หลวงพ่อแขนลาย ซึ่งแขนด่านหนึ่งขององค์
พระมีการลงอักขรยันต์ไว้อย่างชัดเจนเชื่อกันว่าเป็นรูปเคารพของพระพรมไตรโลกนาถและ
พระศรีอารย์ เป็นที่เล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และการบนบานศาลกล่าวที่ประสบความสำเร็จ
ในหลายๆ เรื่องมาแล้ว เคยถูกขโมยหลายครั้งแต่ไม่สามารถนำองค์พระออกไปได้ ภายใน
วัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่นภาพเขียนฝาผนังฝีมือช่างหลวง ภายในพระอุโบสถหอ
ไตรโบราณสมัยอยุธยา และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่รวบรวมธรรมมาสน์ ตู้ลายรถน้ำ คัมภีร์พระ
ไตรปิฏก และสิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราญไว้อย่างสมบูรณ์
มหามงคล
รุ่งเรืองในหน้าที่การงาน เมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี



๘ วัดเชิงท่า
"ธรรมมาสน์โบราณ ร่วมสืบสานพระศาสนา
ถวายทานพุทธบูชา งานสง่าพระปรางค์ใหญ่ "

โบราณสถานที่ยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ คือ อุโบสถ 1 หลัง วิหาร 1 หลัง พระปรางค์ใหญ่ 5 ยอด 1 องค์ กับ พระเจดีย์อีกเป็นจำนวนมากกับมีศาลาการเปรียญ ผนัง ก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้าใบระกา หลังคามุงกระเบื้องไทย ภายในมีภาพเขียนสีแบบไทยหรือที่เรียกกันว่า จิตกรรม ฝาผนังเรื่องพุทธประวัติในปฐมสมโพธิกถา โดยครูแข และคณะเป็นผู้เขียนในรัชกาลที่ 4 ภายในศาลาการ เปรียญด้านทิศตะวันตก มีธรรมาสน์สำหรับพระสงฆ์ 4 รูป สวดรับเทศนั่งได้ 4 รูป เป็นสังเค็ตไม้ 1 หลัง สลักปิด ทองอีก 1 หลัง ฝีมือประณีตงดงามมาก กล่าวกันว่า เป็น ฝีมือช่างครั้งสมัยอยุธยา (กรมศิลปากรควรขอไปเก็บ รักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เกรงว่าจะชำรุดเสียหาย) ในรัชกาลที่ 3 ณ ที่วัดนี้เป็นที่อยู่ของกวีไทยท่านหนึ่ง คือ "หลวงจักรปาณี" หรืออีกนัยหนึ่งว่า "มหาฤกษ์" ผู้แต่ง นิราศพระปฐม นิราศทวาราวดี นิราศกรุงเก่า นิราศปถวี และ โครงภาพรามเกียรติ์ใน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับเสภาอาบูหะซัน อนึ่ง ระหว่างวัดเชิงท่าไปจนถึงวัดพนมยงค์ (วัดพนม โยง) เคยเป็นที่ตั้งโรงเรือพระที่นั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วย แต่ก่อนมีลำรางอยู่แห่งหนึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "คูไม้ร้อง" เนื่องจากนางไม้มาดเรือพระที่นั่งร้องขึ้น จึงเรียกเช่นนั้น ตามบริเวณดังกล่าวนี้ ปรากฏว่ามีผู้ขุดพบ ซากเรือซึ่งจมอยู่ใต้ดินบ่อย ๆ
มหามงคล
เมตตามหานิยม บูชาพระรัตนตรัย

 


๙ วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร
"ตำหนักพระพุทธเจ้าหลวง บรวงสรวงสักการะ
คุณพระรัตนตรัย สงบจิต วาจา ใจ สิริชัย สิริมงคล"

วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหารเป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัดทะเลหญ้า พวกกรมพระคชบาล
สร้างขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๙ สมเด็จกรมพระยา
บำราบปรปักษ์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรการซ่อมเพนียดจับช้างที่พระนรศรีอยุธยา ทรงเห็น
ว่าเป็นวันที่ชำรุดทรุดโทรม จึงทรงบริจาคเงินบูรณะปฏิสังขรณ์โบสถ์วิหารของวัดนี้ใหม่ทั้ง
หมด แล้วทรางถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเก็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง
โปรดพระราชทานชื่อใหม่ว่า ฑวัดบรมวงศ์อิศรวราราม" ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔
หลังจากสมเด็จกรมพระยาบำราบปรกปักษ์สิ้นพระชนแล้ว ๑๕ ปี ปรากฏว่าผนังอุโบสถ์ด้าน
ทางทิศตะวันตเฉียงใต้ได้ทรุดลง พระบาทสมเด็จพระจุลจมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงช่วยเหลือ
ซ่อมแซม ่ส่วนเสนาสนะอื่นๆ นั้น พระยาปริยัติวงศาจารย์ ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมาสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลสำคัญของวัดบรมวงศ์ฯ คือประวัติศาสตร์ของวัดกับรัชการลที่ ๕ มี
รูปหล่อเคารพพระอค์ในวิหาร นอกจากนี้ยังมีพระตำหนักของพระองค์ เป็นที่เก็บรูปภาพโบ
ราณและพระราชประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึงสวรรคต
มหามงคล
บูชาบูรพกษัตริย์ กตัญญูกตเวทิตา เมตตามหามงคล